ประโยชน์ของคอลลาเจน คอลลาเจน คืออะไร? กินอย่างไรให้ได้ผล

ประโยชน์ของคอลลาเจน

เมื่อพูดถึงคอลลาเจนคงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในเรื่อง ประโยชน์ของคอลลาเจน ที่ช่วยในเรื่องความขาวกระจ่างใสของผิวพรรณและความกระชับเต่งตึงของผิว นี่เป็นสิ่งที่น้อยคนทราบว่าคอลลาเจนยังมีประโยชน์ในการสร้างและซ่อมแซมกระดูกอ่อน นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสื่อมของกระดูกในผู้สูงอายุและมีประโยชน์อื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่ ด้วยประโยชน์มากมายนี้ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ผสมคอลลาเจน จีงได้รับความนิยมและมีจำหน่ายมากขึ้น ในบทความนี้เราจะทำความรู้จักกับคอลลาเจนแต่ละ ชนิด พร้อมกับประโยชน์ที่ได้รับจากแต่ละประเภทของคอลลาเจนว่า มีประโยชน์อย่างไร และช่วยในเรื่องใด

เนื้อหา

คอลลาเจน คืออะไร?

คอลลาเจน (Collagen) คือโปรตีนที่มีปริมาณมากที่สุดในร่างกาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโปรตีนทั้งหมดในร่างกายมนุษย์ ประมาณ 1 ใน 3 ของโปรตีนทั้งหมด หรือประมาณ 75 % ของโปรตีนทั้งหมด คอลลาเจนมีลักษณะเป็นเส้นใยโปรตีนที่มีกรดอะมิโนหลายชนิดรวมกัน ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นส่วนประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อต่างๆในร่างกาย โดยพบคอลลาเจนได้ในผิวหนังชั้นล่าง (dermis) ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญของผิวหนัง นอกจากนี้ยังพบคอลลาเจนในส่วนอื่นๆของร่างกาย เช่น ผม กระดูก ข้อต่อ กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น นอกจากนี้ยังพบคอลลาเจนในหลอดเลือด กระจกตา และฟัน เป็นต้น คอลลาเจนที่ร่างกายได้รับส่วนใหญ่มาจากการบริโภคอาหารที่มีโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ ปลา ผลิตภัณฑ์จากพืช และผลิตภัณฑ์จากนม ซึ่งในกระบวนการย่อยสลาย คอลลาเจนจะถูกปรับปรุงและสร้างใหม่

คำว่าคอลลาเจนมาจากคำกรีก “kólla” ซึ่งแปลว่า “กาว” ซึ่งเป็นคำที่อธิบายคุณสมบัติของคอลลาเจนได้อย่างชัดเจน คอลลาเจนมีบทบาทสำคัญในการรักษาความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย นอกจากนี้คอลลาเจนยังช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้น รักษาความกระชับ ยืดหยุ่น เป็นตัวป้องกันที่ดีสำหรับกระดูก แต่เมื่อถึงอายุ 25 ปีขึ้นไป การผลิตคอลลาเจนในร่างกายจะลดลงและเส้นใยคอลลาเจนก็จะอ่อนแอลงขึ้น ซึ่งสัญญาณที่แสดงให้เห็นได้ชัดเจนคือผิวหนังไม่สามารถเต่งตึงได้ ขาดความยืดหยุ่น และมีอาการปวดตามข้อ การดูแลและสนับสนุนการผลิตคอลลาเจนในร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ จึงควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีนเพียงพอและผลิตภัณฑ์ที่มีคอลลาเจนชนิดที่ 2 เพื่อเสริมสร้างคอลลาเจนในร่างกาย และช่วยลดอาการปวดตามข้อ รวมถึงส่งเสริมความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกาย

คอลลาเจนชนิดต่างๆ ที่พบได้บ่อย

คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่สำคัญอย่างมากในร่างกาย เป็นส่วนประกอบสำคัญของผิวหนัง ขน เส้นผม กระดูกอ่อน ข้อต่อ และหลอดเลือด ในร่างกายมนุษย์มีคอลลาเจนทั้งหมด 29 ชนิด แต่มีคอลลาเจนชนิดที่พบมากที่สุด 5 ชนิด ซึ่งเป็นดังนี้

  • คอลลาเจนชนิดที่ 1 (Type I) เป็นโปรตีนคอลลาเจนที่พบมากที่สุดในร่างกายมนุษย์ มีประสิทธิภาพสูงในการสร้างและเสริมกระดูก ผิวหนัง ผนังหลอดเลือด รวมถึงเส้นใยเอ็นที่ยึดกับกล้ามเนื้อ แก่นกระจกตา และเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน มีความเหนียวและแข็งแรงมากที่สุด ช่วยป้องกันการเกิดฉีกขาดในเนื้อเยื่อ ส่วนในผิวหนังช่วยในการสมานแผลและเพิ่มความยืดหยุ่น ทำให้ผิวกระชับและไม่หย่อนคล้อย
  • คอลลาเจนชนิดที่ 2 (Type II) เป็นคอลลาเจนที่พบมากในกระดูก กระดูกอ่อน และข้อต่อ เป็นชนิดที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าชนิดที่ 1 และมีหน้าที่ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง คอลลาเจนชนิดนี้ช่วยกระตุ้นกระบวนการสังเคราะห์เซลล์ใหม่ในปริมาณมากขึ้น เพื่อลดอัตราการเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนที่ข้อต่อ ทำให้ข้อต่อมีความแข็งแรง ช่วยในการรองรับน้ำหนักและเพิ่มความเรียบง่ายในการเคลื่อนไหวของร่างกาย
  • คอลลาเจนชนิดที่ 3 (Type III) เป็นคอลลาเจนที่พบร่วมกับชนิดที่ 1 ในร่างกาย อย่างไรก็ตามมีอัตราส่วนที่น้อยกว่าชนิดที่ 1 พบมากที่ผิวหนัง กล้ามเนื้อ ผนังหลอดเลือด และในเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องกับการสร้างผิวใหม่หรือการฟื้นตัวของผิวหลังจากถูกทำลาย เช่นผิวแผลที่กำลังหายตัว แต่พบได้น้อยในข้อต่อต่างๆ
  • คอลลาเจนชนิดที่ 4 (Type IV) เป็นคอลลาเจนที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง พบได้เฉพาะในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่หุ้มกล้ามเนื้อและไขมัน รวมถึงเส้นใยเซลล์บริเวณนอกเนื้อเยื่อ คอลลาเจนชนิดนี้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทและเส้นเลือด
  • คอลลาเจนชนิดที่ 5 (Type V) เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกาย มักพบในบริเวณเดียวกับชนิดที่ 1 ในเซลล์ของผิวหนังและเส้นผม คอลลาเจนชนิดนี้มีบทบาทสำคัญในการควบคุมการเจริญเติบโตของเส้นใยภายในชั้นผิว และจัดระเบียบเซลล์ในผิวหนังให้เป็นระเบียบเพื่อความเรียบร้อยและปกป้องผิวหนัง
แบ่งชนิดของคอลลาเจน

การแบ่งชนิดของคอลลาเจนตามขนาดของโมเลกุล

  • คอลลาเจนเปปไทด์ (Collagen Peptide) มีขนาดโมเลกุลใหญ่กว่า 300,000 ดาลตัสซึ่งทำให้เด่นต่อคอลลาเจนชนิดอื่นๆ
  • คอลลาเจนไตรเปปไทด์ (Collagen Tripeptide) เป็นคอลลาเจนที่ผ่านกระบวนการย่อยจนเหลือกรดอะมิโน 3 ตัวเรียงกัน มีขนาดโมเลกุลประมาณ 500-1000 ดาลตัส และมีความสามารถในการดูดซึมได้ในระดับปานกลาง
  • คอลลาเจนไดเปปไทด์ (Collagen Dipeptide) เป็นคอลลาเจนที่ผ่านกระบวนการย่อยโดยเอนไซม์ จนเหลือกรดอะมิโน 2 ตัวเรียงกัน มีขนาดโมเลกุลเล็กเพียง 200 ดาลตัส ทำให้มีประสิทธิภาพในการดูดซึมได้อย่างรวดเร็วและมากกว่าคอลลาเจนไตรเปปไทด์และคอลลาเจนเปปไทด์
  • ไฮโดรไลซ์คอลลาเจน (Hydrolyzed Collagen) เป็นคอลลาเจนที่ผ่านการย่อยด้วยกรดจนได้ขนาดอนุภาคที่เล็กที่สุด ซึ่งยังคงคุณสมบัติของคอลลาเจนไว้ได้ ขนาดอนุภาคที่เล็กจะมีประสิทธิภาพในการดูดซึมที่ดีกว่าคอลลาเจนทั่วไป โดยมีประสิทธิภาพในการดูดซึมมากขึ้นถึง 3-4 เท่า

การเสื่อมสภาพของคอลลาเจน

เราต้องรับรู้ว่าอายุมีความสัมพันธ์กับการสุ่มเสี่ยงที่คอลลาเจนจะเสื่อมสภาพมากขึ้น เมื่อเราเพิ่มอายุขึ้น อัตราการสังเคราะห์คอลลาเจนในร่างกายลดลง ซึ่งส่งผลให้ผิวหนังแสดงอาการหย่อนคล้อย คอลลาเจนในชั้นผิวก็จะลดลง และผิวไม่ยืดหยุ่นหรือกระชับอย่างเคยและ คอลลาเจนยังเกี่ยวข้องกับสุขภาพของกระดูก ข้อต่อ และเส้นผม ที่เสื่อมสภาพเนื่องจากความขาดแคลนของคอลลาเจน ผลการวิจัยพบว่า ระดับคอลลาเจนในร่างกายจะเริ่มค่อยๆลดลงเมื่ออายุเกิน 25 ปี และลดลงอีก 1-2% ทุกปี

เมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป ผิวหน้าเริ่มบางลงและแสดงริ้วรอยเหี่ยวย่นที่คิ้วและรอบดวงตาอย่างชัดเจน อีกทั้งการเส้นผมก็เริ่มบางลง การแสดงอารมณ์และสีหน้าเริ่มแสดงความเหนียวย่น แม้ว่าจะไม่มีการแสดงสีหน้าอีก อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่อายุ 40 ปี รอยย่นต่างๆบนผิวหน้าก็จะเริ่มดูเห็นชัดขึ้น แม้ไม่มีการแสดงสีหน้าอย่างชัดเจน และเมื่อเข้าสู่อายุ 50 ปีขึ้นไป คอลลาเจนลดลงอย่างมากหรือเสื่อมสภาพอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ผิวหนังดูหยาบกระด้าง ไม่ชุ่มชื้น มีริ้วรอยที่ชัดเจนและลึกมากยิ่งขึ้น

คอลลาเจนเสื่อมตามช่วงวัย

เมื่อเราเพิ่มอายุขึ้น เราจะพบว่ามีความสัมพันธ์ของช่วงวัยมีผลที่สำคัญกับการเสื่อมสภาพลงของคอลลาเจนที่เป็นธรรมชาติในร่างกาย

  1. อายุ 30-39 ปี เมื่อเข้าสู่ช่วงอายุนี้ ผิวหนังของเราจะเริ่มแสดงรอยย่นบางๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณหน้าผาก พบได้ชัดเจนเมื่อมีการแสดงอารมณ์และสีหน้า นอกจากนี้ยังมีริ้วรอยเล็กๆ ใต้ขอบตาล่าง หางตา ร่องแก้ม ตลอดจากจมูกไปถึงริมฝีปาก อีกทั้งอาจพบรอยไฝ กระ และฝ้าที่ลึกหรือตื้น รูขุมขนยังจะกว้างขึ้นด้วย
  2. อายุ 40-49 ปี เมื่อเข้าสู่ช่วงอายุนี้ จะมีการเกิดรอยย่นบริเวณหน้าผาก ระหว่างคิ้ว ใต้ขอบตาล่างและหางตาที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น รอยย่นข้างแก้มและร่องแก้มจะลึกและยาวไปจนถึงมุมปาก ผิวหนังเริ่มแห้ง มีรูขุมขนขนาดใหญ่ขึ้นเป็นจุดๆ ฝ้าลึกเริ่มปรากฏขึ้น มีจุดเนื้อถุงเล็กๆ สีน้ำตาล ซึ่งเรียกว่าวัยตกกระ และอาจเริ่มปรากฏสิวอีกครั้ง
  3. อายุ 50-64 ปี เมื่อเข้าสู่ช่วงอายุนี้ สภาพผิวหนังของคนจะแสดงรอยย่นที่ร่องแก้มลึกที่งามยาวลงมาจนถึงบริเวณใต้มุมปาก นอกจากนี้เนื่องจากคอลลาเจนที่มีปริมาณมากมีการสลายลง จึงทำให้เกิดฝ้าขึ้นและมีติ่งเนื้อขนาดใหญ่เกิดขึ้นในแถบนั้นด้วย
  4. อายุ 65 ปี ขึ้นไป เมื่อเข้าสู่วัยนี้ คอลลาเจนภายในร่างกายจะเสื่อมสภาพอย่างมาก ทำให้ผิวหนังเริ่มมีความหยาบกร้านและปรากฏรอยริ้วรอยได้ทั่วทั้งใบหน้า

คอลลาเจน ควรกินอย่างไรให้ได้ผล

เมื่อเรามีความเข้าใจเกี่ยวกับคอลลาเจนแล้ว เราจำเป็นต้องรู้วิธีการบริโภคคอลลาเจนเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด ดังนี้

1. รับประทานอาหารคอลลาเจนสูง

ในการเลือกประโยชน์มากที่สุดจากคอลลาเจน คุณสามารถเลือกอาหารที่มีปริมาณคอลลาเจนสูงเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารนี้ในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน ตัวอย่างอาหารที่มีปริมาณคอลลาเจนสูงได้แก่ เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว หมู ไก่ และปลา เนื้อกระดูกอ่อน อาทิเช่น ก้อนหัวเขียว และยังพบในถั่วหลากสี ผักใบเขียว เห็ดบางชนิด และอาหารทะเล อย่างเช่น ปลาทูน่าหรือปลาแซลมอน นอกจากนี้ ควรรับประทานอาหารประเภทอื่นๆเพื่อเสริมสร้างกระบวนการดูดซึมของคอลลาเจนอีกด้วย

2. การดื่มน้ำให้เพียงพอการความต้องการของร่างกายต่อวัน

การดูดซึมคอลลาเจนจากอาหารที่รับประทานนั้นได้ผลดีเมื่อมีการบริโภคน้ำในร่างกายในปริมาณเพียงพอ ถ้าขาดน้ำร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมคอลลาเจนได้อย่างเต็มที่ในอาหารที่รับประทานไป

3. รับประทานอาหารวิตามินซีสูง

คอลลาเจนและวิตามินซีเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ในกระบวนการดูดซึมของร่างกาย วิตามินซีมีบทบาทในการช่วยให้คอลลาเจนสามารถดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยก็พบว่าการบริโภควิตามินซีที่เหมาะสมมีผลในการลดการสร้างเม็ดสีของผิวหนัง ซึ่งส่งผลให้ผิวดูสุขภาพดีขึ้น

4. กินคอลลาเจนในเวลาที่ท้องว่าง

เพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการบริโภคคอลลาเจนในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรเลือกทานในช่วงเวลาที่ท้องว่าง โดยควรทานคอลลาเจนก่อนรับประทานอาหารอย่างน้อย 30 นาทีก่อนมื้อหลัก และควรทานตามปริมาณที่แนะนำที่ระบุบนฉลากผลิตภัณฑ์

5. คอลลาเจนไม่ควรกินร่วมกับน้ำหวาน

การบริโภคน้ำตาลในน้ำหวานอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายและเกิดกระบวนการไกลเคชั่น ทำให้คอลลาเจนในร่างกายเสื่อมสภาพลง ซึ่งอาจทำให้การดูดซึมของคอลลาเจนไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ปริมานคอลลาเจนที่ควรได้รับต่อวัน

ปริมานคอลลาเจนที่ควรได้รับต่อวัน

หากต้องการผลลัพธ์ที่ดีและมีประสิทธิภาพสูงสุดจากการรับประทาน คอลลาเจน คำแนะนำที่ดีคือเลือกรับประทานคอลลาเจนสายสั้น (hydrolyzed collagen) ซึ่งผ่านกระบวนการไฮโดรไลซ์ (hydrolysis) เพื่อลดขนาดของคอลลาเจนให้เล็กลง เป็นผลทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ง่าย นอกจากนี้ คอลลาเจนสายสั้นยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย ปริมาณคอลลาเจนที่แนะนำให้รับประทานต่อวันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัยโดยไม่มีผลข้างเคียง อยู่ในช่วง 2.5 – 15 กรัม

ประโยชน์ของคอลลาเจน

คอลลาเจนไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่ในด้านผิวหนังเท่านั้น แต่มี ประโยชน์ของคอลลาเจน ในด้านอื่นๆมากมายที่คุณอาจไม่เคยตระหนักถึง โดยเนื่องจากคอลลาเจนที่พบในร่างกายมนุษย์มีมากกว่า 29 ชนิดแต่ละชนิดมีหน้าที่แตกต่างกันไป ไม่เพียงแค่เรื่องผิวหนังเท่านั้น แต่รวมถึงกล้ามเนื้อ หลอดเลือด เนื้อเยื่อ กระดูก ข้อต่อ และอื่นๆอีกมากมาย ฉะนั้นเราสามารถสรุปประโยชน์ของคอลลาเจนได้ดังนี้

  • ช่วยลดการเกิดฝ้า กระ จุดด่างดำและริ้วรอยได้ โดยเพิ่มความยืดหยุ่นและความชุ่มชื้นให้กับผิวหนัง เนื่องจากผิวหนังของเรามีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบมากถึง 75% โดยเป็นคอลลาเจนชนิดที่ 1 ที่มีความเหนียวและแข็งแรงมากที่สุด การเพิ่มคอลลาเจนชนิดนี้สามารถเสริมความยืดหยุ่นของผิว นอกจากนี้ยังช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้น เรียบเนียน และลดริ้วรอยได้อีกด้วย นอกจากนี้คอลลาเจนยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไหลเวียนเลือด และสามารถยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินที่ทำให้ผิวดูมืดลงได้ ดังนั้น ผิวหนังจะดูกระจ่างใส ฝ้า กระ และจุดด่างดำจะลดลง
  • ช่วยลดการอักเสบของกระดูก เอ็น และข้อ คอลลาเจนชนิดที่ 2 เป็นส่วนประกอบที่พบมากในกระดูกอ่อนและข้อต่อ มีหน้าที่สำคัญในการลดอัตราการเสื่อมของกระดูกอ่อนและเสริมความแข็งแรงให้กับกระดูกข้อต่อ ทำให้มีประสิทธิภาพในการลดอาการบาดเจ็บ อาการปวดข้อ และลดอาการข้อเสื่อมได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
  • ช่วยในเรื่องความแข็งแรงของหัวใจ คอลลาเจนมีความสำคัญในเรื่องสุขภาพหัวใจ เนื่องจากมีบทบาทในการสร้างโครงสร้างของผนังหลอดเลือดแดง ทำให้หลอดเลือดแข็งแรงและสามารถทำงานได้อย่างปกติ หากร่างกายขาดคอลลาเจนหรือมีคอลลาเจนไม่เพียงพอ อาจทำให้ผนังหลอดเลือดแดงเปราะบางและเกิดการตีบตันของหลอดเลือดได้
  • ช่วยรักษาบาดแผล คอลลาเจนมีคุณสมบัติที่ช่วยในการรักษาบาดแผล โดยสามารถลดการอักเสบและการสมานตัวของแผลที่ผิวหนัง และกระตุ้นกระบวนการสร้างเนื้อเยื่อใหม่เพื่อแทนที่เนื้อเยื่อที่เสียไป ทำให้บาดแผลสามารถหายขาดได้ตามปกติ
  • ช่วยให้เล็บและผมแข็งแรง  คอลลาเจนช่วยเสริมความแข็งแรงและความสมบูรณ์ของเล็บและผม ช่วยลดปัญหาเรื่องเล็บและผมซีด
  • ช่วยบำรุงรักษาเนื้อเยื่อประสาท คอลลาเจนมีคุณสมบัติที่ช่วยฟื้นฟูเนื้อเยื่อประสาท โดยลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนและความผิดปกติของเซลล์ประสาท นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการเสื่อมของระบบประสาท และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณเซลล์ประสาทอีกด้วย

ประโยชน์ของคอลลาเจน ทางด้านการแพทย์

นอกจากประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงผิวหนังที่ได้รับความนิยม ประโยชน์ของคอลลาเจน ยังมีคอลลาเจนชนิดที่สองที่เรียกว่าคอลลาเจนชนิด II (Collagen Type II) ซึ่งพบมากในเนื้อเยื่อกระดูกและข้อต่อของร่างกาย มีความเชื่อว่าคอลลาเจนชนิดนี้อาจมีประโยชน์ในการรักษาอาการเจ็บปวดที่เกี่ยวข้องกับโรคกระดูกหรือข้อต่อ เช่น อาการเจ็บหลังหลังการผ่าตัด ปวดหลัง หรือปวดคอ อย่างไรก็ตาม อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการรักษาด้านนี้ของคอลลาเจนชนิดนี้ยังเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างแน่ชัดเนื่องจากข้อมูลยังไม่เพียงพอ

โรคข้อเสื่อมบางกรณีใช้คอลลาเจนชนิดที่สองซึ่งเรียกว่าคอลลาเจนชนิด II โดยการทบทวนงานวิจัยพบว่าคอลลาเจนชนิดนี้ผ่านกระบวนการย่อยบางส่วนและมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคข้อเสื่อมและอาการผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับข้อต่อชนิดอื่น ๆ นอกจากนี้ คอลลาเจนชนิด II ยังสามารถดูดซึมผ่านลำไส้และสะสมในกระดูกอ่อนได้

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เกิดจากการอักเสบของเยื่อหุ้มกระดูกข้อต่อที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาของสารก่อภูมิต้านทานภายในข้อต่อ คอลลาเจนชนิดที่ 2 เป็นโปรตีนหลักในกระดูกอ่อนข้อต่อและสารก่อภูมิต้านทานที่สำคัญ การศึกษาถึงประโยชน์ในด้านนี้ได้รับความสนใจ การทดลองในผู้ป่วยที่รุนแรงพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับคอลลาเจนชนิดที่ 2 เป็นเวลา 3 เดือน มีการลดอาการบวมและฟกช้ำในข้อต่อลงอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่กลุ่มที่ได้รับยาหลอกไม่มีผลลัพธ์เลย จากผู้ป่วยทั้งหมด 60 คนที่มีอาการของโรค มีผู้ป่วย 4 คนที่ประสบการที่สมบูรณ์แบบของการบรรเทาอาการโรค

และการใช้คอลลาเจนชนิดที่ 2 ยังได้กล่าวถึงประโยชน์ที่ช่วยบรรเทาอาการปวดในบางรายการอื่น ๆ เช่น อาการปวดหลังหลังการผ่าตัด อาการปวดหลังจากการบาดเจ็บ ปวดหลัง และปวดคอ ในการทดลองพบว่าสมาชิกชมรมกีฬาในมหาวิทยาลัย จำนวน 147 คน ที่แบ่งกลุ่มรับประทานเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคอลลาเจนชนิดที่ 2 ปริมาณ 10 กรัมในปริมาณ 25 มิลลิลิตร หรือรับประทานยาหลอกเป็นเวลาต่อเนื่อง 24 สัปดาห์

การเลือกรับประทานอาหาร ที่ช่วยสร้างคอลลาเจน

เราสามารถเลือกอาหารที่ช่วยรักษาความสมดุลและส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนในร่างกายได้อีกด้วย นี่คือ 6 เทคนิคง่าย ๆ ที่จะช่วยให้คอลลาเจนอยู่ในร่างกายของเราได้นานมากขึ้น

  1. ควรเลือกบริโภคอาหารที่มีโปรตีนเพียงพอต่อวัน เนื่องจากคอลลาเจนเป็นโปรตีน คุณควรเลือกบริโภคโปรตีนจากแหล่งต่าง ๆ ได้แก่ เนื้อสัตว์ นม ไข่ หรือธัญพืช เพื่อให้ได้ปริมาณโปรตีนที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
  2. รับประทานอาหารที่มีวิตามินซีเพิ่มเติม เนื่องจากวิตามินซีช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอการสลายของคอลลาเจน คุณสามารถรับประทานผักและผลไม้ที่มีวิตามินซี เช่น ฝรั่ง ผักคะน้า บรอกโคลี สตรอเบอร์รี่ ส้ม แอปเปิ้ลแดง มะนาว เบอร์รีชนิดต่าง ๆ เพื่อเพิ่มปริมาณวิตามินซีในระหว่างวัน
  3. รับประทานอาหารที่มีวิตามินเอ เนื่องจากวิตามินเอช่วยกระตุ้นการเติบโตของไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) ที่มีหน้าที่สร้างคอลลาเจนและอิลาสตินในร่างกาย คุณสามารถรับประทานเนื้อสัตว์ ไข่ นม และผักที่มีสีเขียวเข้มและสีเหลืองส้ม เช่น ตำลึง ผักบุ้ง แครอทมะละกอสุก เพื่อเพิ่มปริมาณวิตามินเอในอาหาร
  4. เลือกอาหารที่มีส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผลไม้และผักสีสันต่าง ๆ เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระช่วยลดการทำลายคอลลาเจนในร่างกาย
  5. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน การลดการบริโภคอาหารที่มีรสหวานเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดการเกิดกระบวนการไกลเคชัน (glycation) ที่ส่งผลให้คอลลาเจนเสียรูปและทำให้ไม่มีความยืดหยุ่นและเต่งตึงตามปกติ
  6. ดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดวัน เนื่องจากน้ำเป็นส่วนสำคัญในการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย คุณควรดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อย 8-10 แก้วหรือประมาณ 2 ลิตรต่อวัน เพื่อช่วยให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนอย่างเต็มที่

ด้วยเทคนิคง่าย ๆ เหล่านี้ เราสามารถช่วยให้คอลลาเจนในร่างกายอยู่กับเราไปนาน ๆ

หากคอลลาเจนเสื่อมจะเกิดปัญหาอะไร

หากคอลลาเจนเสื่อมจะเกิดปัญหาอะไร

คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่มีความสำคัญต่อร่างกายอย่างมาก เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์ผิวหนังที่เรียบเนียนและสดชื่น ไม่เพียงแค่นั้นเอง คอลลาเจนยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างกระดูกและข้อต่อที่แข็งแรง รวมถึงเส้นเอ็น ผมและเล็บที่แข็งแรง ดังนั้น เมื่อระดับคอลลาเจนในร่างกายลดลง อวัยวะเหล่านี้ก็จะเสื่อมสภาพตามไปด้วย ส่งผลให้เกิดปัญหามากมายทั้งในเรื่องของสุขภาพและผิวพรรณ

  • สุขภาพผิว

คอลลาเจนเป็นส่วนสำคัญในการรักษาความสมดุลของผิวหนัง หากระดับคอลลาเจนลดลง ผิวหนังก็จะเสียความยืดหยุ่น หยาบกร้าน ขาดความชุ่มชื่น ไม่เรียบเนียน ไม่มีความตึงตัว และข้อผิดปกติอื่น ๆ อาจเกิดขึ้นได้ ริ้วรอยและความหย่อนคล้อยจะเริ่มปรากฏในบริเวณร่องแก้ม รอยใต้ตา รอยตีนกา และบริเวณอื่น ๆ บนผิวหนังทั่วร่างกาย

  • กระดูกและข้อต่อ

คอลลาเจนเป็นส่วนสำคัญในร่างกายที่มีบทบาทในการส่งเสริมความแข็งแรงของกระดูกและข้อต่อ คอลลาเจนประเภทที่ 2 เป็นส่วนประกอบหลักของกระดูกและข้อต่อในร่างกาย การเสื่อมสภาพหรือลดปริมาณคอลลาเจนจะทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ได้ เช่น ปวดร้าวกระดูก ข้อเข่า ข้อศอก ข้อมือ และอาจมีเสียงกร๊อบแกรบเมื่อเคลื่อนไหว โดยเฉพาะเมื่อขึ้นลงบันได การดูแลและรักษาประเภทของคอลลาเจนที่เหมาะสมสำหรับร่างกายจะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้

  • เส้นผมและเล็บ

ส่วนเส้นผมและเล็บเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่มีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบสำคัญ การขาดคอลลาเจนสามารถทำให้เส้นผมบางและรีบแบน และเกิดปัญหาผมแห้ง เปราะแตก ไม่นุ่มนวล ไม่มีเงางามและยังมีความเสียหายได้ง่าย อีกทั้ง เล็บที่ขาดคอลลาเจนก็อาจเป็นเล็บที่บางและแตกง่าย ในขณะเดียวกัน ผิวในบริเวณรอบเล็บอาจแห้งและลอกเป็นขุย ขาดความชุ่มชื้นอีกด้วย

ปัจจัยที่กระตุ้นการทำลายของคอลลาเจน

การเพิ่มขึ้นของอายุมีบทบาทสำคัญในการลดปริมาณคอลลาเจนในร่างกาย แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆที่ส่งผลต่อปริมาณคอลลาเจนอีกมากมาย ดังนี้

1. อายุ

อายุเป็นตัวแปรสำคัญที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและสามารถเกิดขึ้นกับทุกคน จากนั้นเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายจะเริ่มเสื่อมสภาพและขยายตัวตามวัย คอลลาเจนก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เสื่อมสภาพได้ในกระบวนการนี้

2. รังสี UV

ในแสงแดดมีรังสียูวีทั้ง UVA และ UVB ซึ่งสามารถทำให้เส้นใยโปรตีนคอลลาเจนใต้ผิวหนังเสื่อมสลายและเสียหายได้ นอกจากนี้ ความเสียหายยังเกิดจากแสงและความร้อนที่มาจากหลอดไฟ และแสงจากโทรศัพท์มือถือและหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถทำให้เส้นใยโปรตีนคอลลาเจนใต้ผิวหนังเปลี่ยนแปลงและเสื่อมสลายได้

3. ฝุ่นและมลภาวะ

สภาวะมลภาวะในอากาศ เช่น ฝุ่นควัน มลพิษ และละอองฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ร่างกายของเราสูญเสียคอลลาเจน โดยเป็นกลุ่มสารอนุมูลอิสระที่ส่งผลต่อการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย

4. ความเครียด

เมื่อเราตกอยู่ในสภาวะเครียด ร่างกายจะปล่อยฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) เพื่อกระตุ้นกระบวนการสูญเสียคอลลาเจนในร่างกาย นอกจากนี้ การนอนหลับและการผ่อนคลายที่ไม่เพียงพอยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายปล่อยฮอร์โมนคอร์ติซอลซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย

5. น้ำตาล

เมื่อร่างกายของเราได้รับปริมาณน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป จะเกิดปฏิกิริยากับโปรตีนที่เรียกว่าปฏิกิริยาไกลเคชั่น (Glycation) ซึ่งสร้างสารที่เรียกว่า AGEs (Advanced Glycation End-Products) ซึ่งส่งผลให้โปรตีนเสื่อมสภาพ ซึ่งทำให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพลงเช่นกัน

6. การสูบบุหรี่และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

การสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำจะเพิ่มปริมาณสารอนุมูลอิสระในร่างกาย ซึ่งอาจทำให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพและลดลงในที่สุด

การทานคอลลาเจนเสริม ? สำคัญอย่างไร ?

คอลลาเจนเป็นสารตั้งต้นที่สำคัญในร่างกายของเราเพื่อส่วนต่าง ๆ อย่างไร้ที่สิ้นสุด การสังเคราะห์คอลลาเจนเกิดขึ้นภายในร่างกายเองเมื่อยังอยู่ในสภาวะเยาะแยะ แต่เมื่อเราเพิ่มอายุ การสังเคราะห์คอลลาเจนลดลง การใช้เสริมคอลลาเจนเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยรักษาความยืดหยุ่นของผิวและลดการเสื่อมโทรมของข้อต่อเมื่อเราอายุมากขึ้น ปริมาณคอลลาเจนที่เหมาะสมที่ควรรับประทานในแต่ละวันขึ้นอยู่กับคนแต่ละคน

และสภาวะสุขภาพ ปกติแล้ว การบริโภคคอลลาเจนประมาณ 2.5-5 กรัมต่อวันถือว่าเพียงพอและปลอดภัยสำหรับร่างกาย เพื่อส่งเสริมผิวพรรณที่สวยงามและร่างกายที่แข็งแรง ดังนั้น คอลลาเจนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบการดูแลสุขภาพที่ควรให้ความสำคัญ และไม่ควรรับประทานมากเกินไปเพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ต่อร่างกาย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *