คอลลาเจน คืออะไร ? ประโยชน์ของการกินคอลลาเจน กินแล้วดีอย่างไร

ประโยชน์ของการกินคอลลาเจน

ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าคอลลาเจนเป็นสารที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในวงการดูแลผิวตลอดเวลา เนื่องจากคุณสมบัติที่ช่วยเสริมสร้างโครงสร้างผิวให้ยืดหยุ่นและเรียบเนียนอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจาก ประโยชน์ของการกินคอลลาเจน มีความสำคัญในการรักษาผิวหนัง เริ่มจากสร้างผลิตภัณฑ์คอลลาเจนที่สามารถใช้ภายนอกและการบริโภคภายในอย่างเหมาะสม เพื่อส่งเสริมกระบวนการสร้างคอลลาเจนและลดการสูญเสียเมื่อเกิดการเสื่อมของอายุ เพื่อให้คุณเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาหารที่เสริมคอลลาเจนและวิธีการบริโภคที่เหมาะสม เป็นเรื่องที่ควรสนใจและทำความเข้าใจให้ครบถ้วนเพราะเป็นข้อมูลที่อยู่นอกเหนือจากความรู้ทั่วไปที่คุณอาจยังไม่รู้จัก

เนื้อหา

Collagen (คอลลาเจน)

คอลลาเจน (Collagen) เป็นโปรตีนที่มีจำนวนมากที่สุดในร่างกาย มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างโครงสร้างอวัยวะ และเนื้อเยื่อ มีโครงสร้างเป็นเส้นใยโปรตีนที่รวมกรดอะมิโนหลายชนิด เป็นส่วนหนึ่งของผิวหนังชั้นล่าง (dermis) และอวัยวะอื่นๆ เช่น ผม เล็บ กระดูก และเส้นเอ็น นอกจากนี้ยังพบคอลลาเจนในอวัยวะอื่นๆ ได้แก่ หลอดเลือด กระจกตา และฟัน เป็นต้น

คอลลาเจนที่ร่างกายได้รับมากจากการบริโภคโปรตีนจากอาหาร เช่น ปลา ผลิตภัณฑ์จากนม และพืช ซึ่งเมื่อบริโภคจะถูกย่อยสลายจนเป็นกรดอะมิโนแล้วนำมาสร้างคอลลาเจนใหม่ในร่างกาย

คำว่า “Collagen” มาจากภาษากรีก “kólla” ซึ่งหมายถึง “กาว” นั่นเป็นเหตุผลที่มีคุณสมบัติเช่นกาวยึด ช่วยยึดเหนี่ยวสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน บทบาทหลักของคอลลาเจนคือเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงให้กับอวัยวะ ช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้น ยืดหยุ่น แข็งแรง และกระชับ โดยทั่วไปร่างกายสามารถผลิตคอลลาเจนเองได้แต่จะลดลงเมื่อเข้าสู่วัย 25 ปีขึ้นไป สัญญาณที่ชัดเจนคือผิวไม่ยืดหยุ่น ไม่เต่งตึง และอาจมีอาการปวดตามข้อลง

ประโยชน์ของการกินคอลลาเจน กินแล้วดีอย่างไร

  1. เพิ่มความยืดหยุ่นของผิว: คอลลาเจนช่วยเสริมสร้างโครงสร้างของผิวให้ยืดหยุ่น ช่วยลดการเกิดริ้วรอยและช่วยทำให้ผิวดูเรียบเนียนมีสมบัติทนทานต่อการสูญเสียความยืดหยุ่นของผิว
  2. ช่วยในกระบวนการต่อตัวของผิว: คอลลาเจนช่วยในการสร้างเซลล์ผิวใหม่และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างสม่ำเสมอ เช่น เพื่อช่วยให้ผิวมีลักษณะเรียบเนียนและสมบูรณ์
  3. เสริมสร้างโครงสร้างของร่างกาย: คอลลาเจนเป็นส่วนสำคัญของกระดูก กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น เพื่อช่วยให้ร่างกายมีความแข็งแรงและยืดหยุ่น
  4. สามารถช่วยลดอาการอักเสบและอักเสบของข้อได้: คอลลาเจนช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อในข้อต่อและกระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูอวัยวะที่อักเสบ
  5. ช่วยเสริมสร้างเส้นผมและเล็บ: คอลลาเจนช่วยเสริมสร้างโครงสร้างของเส้นผมและเล็บให้แข็งแรงและสุขภาพดี
  6. สนับสนุนสุขภาพหัวใจและลำไส้: คอลลาเจนช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อที่สนับสนุนระบบทางเดินอาหาร และระบบหัวใจให้มีสุขภาพดีตามธรรมชาติ

คอลลาเจนมีบทบาทสำคัญในการรักษาความสุขของร่างกายทั้งด้านภายนอกและด้านภายใน ประโยชน์ของการกินคอลลาเจน นั้ันการบริโภคอาหารที่เสริมคอลลาเจนและการดูแลผิวอย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสุขภาพและความงามของผิวหนังและร่างกายในระยะยาว

คอลลาเจนแต่ละ type

ในปัจจุบันมีคอลลาเจนทั้งหมด 28 ชนิดที่แตกต่างกันตามคุณสมบัติทางเคมีของโมเลกุลและการใช้งานของร่างกาย การแบ่งคอลลาเจนออกเป็น 5 ประเภทหลัก ๆ คือ

  • คอลลาเจนประเภทที่ 1 (collagen type I) เป็นชนิดที่พบได้มากที่สุดในร่างกาย พบมากถึง 90% ของคอลลาเจนทั้งหมดในร่างกาย มีบทบาทสำคัญในการสร้างกระดูก ผนังหลอดเลือด เอ็นและเอ็นยึดกล้ามเนื้อ ผิวหนัง กระจกตา และเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เป็นคอลลาเจนที่มีความเหนียวและแข็งแรงมากที่สุด ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและป้องกันเนื้อเยื่อไม่ให้ฉีกขาด ช่วยสมานแผลบนผิวหนังได้ดี
  • คอลลาเจนประเภทที่ 2 (collagen type II) พบมากในโครงสร้างของกระดูกอ่อน คอลลาเจนประเภทนี้ เป็นสารสำคัญที่พบอยู่ ณ ตำแหน่งต่างๆ เช่น ในหู จมูก หลอดลม และกระดูกซี่โครง บทบาทของคอลลาเจนประเภทนี้ไม่เหมือนกับคอลลาเจนประเภทที่ 1 อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากมีอำนาจในการกระตุ้นให้เซลล์สร้างเมทริกซ์เพื่อลดการเสื่อมของกระดูกอ่อนที่ข้อต่อ ที่นี่คอลลาเจนประเภท 2 เป็นสารสำคัญในกระดูกอ่อนและหมอนรองกระดูกสันหลัง เส้นใยคอลลาเจนชนิดนี้มีหน้าที่ในการรองรับน้ำหนักและเสถียรภาพของข้อต่อขณะเคลื่อนไหว ในกระดูกอ่อน โครงข่ายของเส้นใยคอลลาเจนไทพ์ทู ร่วมกับกรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid) และโปรตีโอไกลแคน (Proteoglycan) เช่น แอกกริแคน (Aggrecan) ประกอบด้วยไกลโคอะมิโนไกลแคน (Glycoaminoglycans) เช่น คอนโดอิติน ซัลเฟต (Chondroitin Sulfate) และเคอราแทน ซัลเฟต (Keratan Sulfate) มีบทบาทสำคัญในกระดูกอ่อน การศึกษาพบว่า ในกลุ่มผู้ที่มีน้ำหนักตัวสูงหรือผู้สูงอายุ กระดูกอ่อนชนิด Articular Cartilages ที่มีความทนทานต่อแรงกระแทกเริ่มมีร่องรอยของการสึกทูทุกวัน โดยเฉพาะที่ข้อต่อที่ต้องรับน้ำหนักเช่น ข้อเข่าและสะโพก นำไปสู่ความผิดเพี้ยนของข้อ ซึ่งอาจเป็นเหตุของภาวะการเสื่อมของข้อ และภาวะอักเสบข้อ (Osteoarthritis) หรือข้อสนิท
  • คอลลาเจนประเภทที่ 3 (collagen type III) มักพบร่วมกับประเภทที่ 1 ในผิว กล้ามเนื้อ และผนังหลอดเลือด และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในร่างกาย แม้จะพบร่วมกับคอลลาเจนประเภทที่ 1 แต่พบได้น้อยกว่าประมาณ 10%
  • คอลลาเจนประเภทที่ 4 (collagen type IV) พบใน basal lamina และ basement membrane เป็นคอลลาเจนที่มีลักษณะเฉพาะตัว มีบทบาทในการทำงานของระบบประสาทและเส้นเลือด
  • คอลลาเจนประเภทที่ 5 (collagen type V) เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเยื่อบุเซลล์ทั่วไปในร่างกาย มักพบอยู่ในพื้นที่เดียวกันกับคอลลาเจนชนิดที่ 1 ในเซลล์ผิวหนังและเส้นผม ซึ่งมีบทบาทในการควบคุมการเจริญเติบโตของเส้นใยภายในชั้นผิวและช่วยจัดระเบียบเซลล์ผิวให้อยู่ในลำดับที่เรียบร้อย

แต่ละ ชนิด ของคอลลาเจนสามารถมีบทบาทและส่วนที่ทำหน้าที่ต่างกันในร่างกายตามลักษณะและคุณสมบัติของโมเลกุลนั้นๆ การเข้าใจถึงคุณลักษณะเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญในการศึกษาและการพัฒนาในการใช้คอลลาเจนเพื่อสุขภาพและความงามของร่างกาย

เมื่ออายุถึงเท่าไหร่ คอลลาเจนถึงลดลง

เมื่ออายุถึงเท่าไหร่ คอลลาเจนถึงลดลง

คอลลาเจนในร่างกายมีแนวโน้มลดลงเมื่อมีการเกิดอายุมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังอายุ 60 ปีหรือในผู้หญิงที่เข้าสู่ช่วงวัยหมดประจำเดือน คุณภาพของคอลลาเจนจะลดลงและสลายอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะ

การลดลงของคอลลาเจนตามช่วงอายุ

เมื่อเข้าสู่ช่วงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ความสัมพันธ์กับการเสื่อมสภาพของคอลลาเจนที่เชื่อมต่ออยู่ภายในร่างกายจะเริ่มเป็นจุดประสงค์สำคัญ โดยรอยย่นจะเป็นส่วนสำคัญที่พัฒนาขึ้นบริเวณหน้าผาก

  • ในช่วงอายุ 30-39 ปี โดยจะเห็นชัดเมื่อแสดงอารมณ์หรือสีหน้า รวมถึงริ้วรอยเล็กๆที่ปรากฏใต้ขอบตาล่าง หางตาและร่องแก้มจากจมูกสู่ขอบริมฝีปาก อาจปรากฏเยิ้ม กระ แผลทั้งลึกและตื้น รวมถึงการขยายขว้างของรูขุมขน
  • ในช่วงอายุ 40-49 ปี รอยย่นจะกลายเป็นปัญหาที่ชัดเจนมากขึ้นบริเวณหน้าผาก ระหว่างคิ้ว ใต้ตาล่างและหางตา โดยที่รอยย่นที่มองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น รอยย่นบริเวณแก้มและร่องแก้มลึกจะยาวลงไปจนถึงมุมปาก ผิวจะเริ่มแห้ง มีรูขุมขนขนาดใหญ่ขึ้น ฝ้าชนิดลึก ติ่งเนื้อขึ้นกลุ่มกลายเป็นตุ่มเล็กๆสีน้ำตาลหรือเรียกว่าวัยตกกระ และอาจมีปัญหาสิวเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง
  • ในช่วงอายุ 50-64 ปี ลักษณะผิวจะมีรอยย่นตามร่องแก้มลึกไปจนถึงบริเวณใต้มุมปาก และเนื่องจากการเสื่อมสภาพของคอลลาเจนในปริมาณมากจะก่อให้เกิดฝ้าได้ ร่องเนื้อขนาดใหญ่จะเกิดขึ้นอีกด้วย
  • เมื่อมาถึงอายุ 65 ปีขึ้นไป คอลลาเจนในร่างกายมีการเสื่อมสภาพลงอย่างมาก ทำให้ผิวที่คึกกร่อนและมีรอยริ้วรอยทั่วทั้งใบหน้า

คอลลาเจนไม่เพียงช่วยให้ผิวพรรณดูสดใสและเปล่งปลั่งโดยลดการเกิดริ้วรอยและจุดด่างดำ แต่ยังมีประโยชน์ในการดูแลส่วนต่าง ๆ ในร่างกายอีกด้วย โดยเช่นช่วยรักษาความยืดหยุ่นของผิวหนังและส่วนอื่น ๆ ในร่างกาย ช่วยเสริมความแข็งแรงของเล็บ เส้นผม และฟัน กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และลดกระบวนการสลายแคลเซียมในร่างกายอีกด้วย

อะไรที่บอกว่าคอลลาเจนเริ่มลดลง

สัญญาณที่บ่งบอกถึงการลดลงของปริมาณคอลลาเจนในร่างกายมีหลายปัจจัยที่สามารถระบุได้ เช่น

  • ผิวหนังที่มีริ้วรอยและสภาพหย่อนคล้อย
  • การเกิดรอยฝ่อรอบดวงตาและแก้มตอบ (facial hollowing)
  • อาการปวดกล้ามเนื้อและความอ่อนแอของกล้ามเนื้อ
  • เอ็นที่มีความยืดหยุดลดลง
  • โรคข้อกระดูกอ่อนเสื่อม (Osteoarthritis) เกิดจากการใช้งานกระดูกอ่อนในระดับที่สูงเกินไป
  • ความยากลำบากในการเคลื่อนไหวเนื่องจากข้อฝืดกระด้าเสียหาย
  • ปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบไหลเวียนโลหิต
  • ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารเนื่องจากเยื่อบุทางเดินอาหารลดลง

การป้องกันเพื่อไม่ให้คอลลาเจนลดลง

เนื่องจากการลดลงของการผลิตคอลลาเจนในร่างกายจะเกิดเมื่ออายุมากขึ้น เราจึงต้องมีมาตรการในการป้องกันการสูญเสียคอลลาเจนอย่างสำคัญ วิธีการที่สามารถช่วยในกระบวนการนี้ได้ ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงอาหารที่ส่งผลให้กระบวนการไกลเคชันเพิ่มขึ้น เช่น อาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูง อาหารปิ้งย่าง และอาหารสำเร็จรูปที่เพิ่มระดับอนุมูลอิสระในร่างกาย
  • รับประทานอาหารที่มีสารโคเอนไซม์คิวและวิตามินอี เช่น ปลาแมคเคอเรลและอัลมอนด์ เพื่อยับยั้งความเสียหายและสูญเสียคอลลาเจนจากอนุมูลอิสระ รวมทั้งเพิ่มการได้รับวิตามินซีจากผลไม้รสเปรี้ยว
  • ลดการสัมผัสกับมลพิษอนุมูลอิสระจากสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น ควัน สารเคมี และยาฆ่าแมลง และหมั่นผ่อนคลายจากความเครียด
  • หลีกเลี่ยงสูบบุหรี่และควันจากผู้อื่น เพราะสารในควันบุหรี่ส่งผลให้คอลลาเจนและอิลาสตินถูกทำลาย ทำลายสารนิโคตินที่ช่วยรักษาความยืดหยุ่นของผิวหนัง
  • ป้องกันผิวจากรังสียูวีที่มีอยู่ในแสงแดด เพราะจะทำให้คอลลาเจนในผิวหนังลดลง ทำลายเส้นใยคอลลาเจนหรือเพิ่มการสะสมของเส้นใยอิลาสตินที่ไม่ปกติ ควรหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ และใช้ครีมกันแดดหรือเครื่องสำอางที่มี SPF (SPF 30 หรือสูงกว่า) ป้องกันเสมอ

อยากเพิ่มปริมาณ คอลลาเจน ทำได้อย่างไร

การเพิ่มปริมาณ ” คอลลาเจน ” ให้กับร่างกายมีวิธีหลากหลายในปัจจุบัน โดยรวมมีทั้งการทา การฉีด การรับประทาน และการทำหัตถการทางการแพทย์ ซึ่งแต่ละวิธีก็สามารถเพิ่มคอลลาเจนให้ร่างกายได้ทั้งนั้น ขึ้นอยุ่กับแต่ละบุคคลว่าสะสวก และ สนใจเพิ่มคอลลาเจนให้ร่างกายทางไหน และการเพิ่มแต่ละอย่างแตกต่างกันอย่างไร

1. การทาคอลลาเจน

การใช้คอลลาเจนทาช่วยเสริมความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง อย่างไรก็ตาม คอลลาเจนชนิดนี้มีขนาดโมเลกุลใหญ่จึงไม่สามารถซึมผ่านผิวไปยังชั้นผิวลึกได้ ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความหย่อนคล้อยของผิวได้

2. การฉีดคอลลาเจน

ในอดีต มีการฉีดของคอลลาเจนที่สังเคราะห์จากสัตว์ เพื่อช่วยเสริมความชุ่มชื้นและลดความหย่อนคล้อยของผิว อย่างไรก็ตาม มีความเสี่ยงที่สูงในเรื่องของการแพ้ ดังนั้น ในปัจจุบัน การใช้สารเติมเต็ม (Filler) ในกลุ่มไฮยาลูโรนิกแอซิด (Hyaluronic acid) เป็นที่นิยม เนื่องจากช่วยลดโอกาสของการแพ้ลงลงและมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น

3. การรับประทานคอลลาเจน

ประโยชน์ของการกินคอลลาเจน แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยคอลลาเจนได้แก่ หนังสัตว์ เอ็น เยลลี่ เจลาติน รวมทั้งคอลลาเจนสังเคราะห์ที่ผสมในอาหารเสริม และเครื่องดื่ม แต่ปัญญาที่พบมากในวิธีนี้คือ คอลลาเจนมีโมเลกุลขนาดใหญ่ที่จะถูกย่อยในระบบทางเดินอาหารก่อนจะถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้ในรูปของกรดอะมิโน ดังนั้นจึงแนะนำให้รับประทานคอลลาเจนในโมเลกุลที่มีขนาดเล็กลงเพื่อการดูดซึมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น.

4. หัตถการทางการแพทย์

เป็นการใช้เทคโนโลยีที่จะช่วยแก้ไขปัญหาความหย่อนคล้อยให้กับผิว ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวหนังของคนเรา. เทคโนโลยีที่นิยมนำมาใช้ได้แก่ เลเซอร์หรือเครื่องปล่อยพลังงานบางชนิดเพื่อให้เกิดความร้อนใต้ผิว กระตุ้นให้เกิดการสร้างเส้นใยคอลลาเจนขึ้นมาได้

พฤติกรรมที่มีส่วนกระตุ้นให้คอลลาเจนสูญสลายได้

ไม่เพียงเพราะการเกิดอายุที่เพิ่มขึ้นเท่านั้นที่ทำให้ปริมาณคอลลาเจนในร่างกายลดลงตามธรรมชาติ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อกระบวนการนี้มากมาย เช่น

  • เรื่องของอายุเป็นตัวแปรสำคัญที่เปลี่ยนไปตามธรรมชาติ การเพิ่มอายุส่งผลให้เซลล์ในร่างกายเริ่มเสื่อมสภาพและลดลงตามวัย คอลลาเจนเป็นหนึ่งในสารที่เกี่ยวข้อง
  • แสงแดดเป็นแหล่งของรังสียูวี UVA และ UVB ที่สามารถทำลายเส้นใยโปรตีนคอลลาเจนใต้ผิว การร่วงโรยของคอลลาเจนยังมีความเกี่ยวข้องกับแสงและความร้อนที่มาจากแหล่งต่าง ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือและหน้าจอคอมพิวเตอร์
  • มลภาวะอากาศ เช่น ฝุ่นควัน มลพิษ และละออง PM 2.5 เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ร่างกายสูญเสียคอลลาเจน เพราะสารอนุมูลอิสระที่ส่งผลให้เซลล์ในร่างกายเสื่อมสภาพ
  • ความเครียดส่งผลให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ที่เสี่ยงต่อการสูญเสียคอลลาเจน ขาดการพักผ่อนที่เพียงพออาจเพิ่มการสร้างฮอร์โมนคอร์ติซอลอีก
  • การบริโภคน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตในปริมาณมากเกินไปสามารถทำให้โปรตีนเสื่อมสภาพผ่านปฏิกิริยาไกลเคชั่น (Glycation) ซึ่งสร้างสาร AGEs (Advanced Glycation End-Products) ที่เสื่อมสภาพโปรตีนและคอลลาเจน
  • การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยที่เพิ่มสารอนุมูลอิสระในร่างกาย ทำให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพและลดลงในที่สุด

อาหารที่ช่วยเพิ่มปริมาณคอลลาเจน

1. โปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์

อาหารที่มีคอลลาเจนสูงรวมถึงเนื้อสัตว์ไม่มัน เช่น หมู เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อสันใน เนื้อสันนอก และไข่ขาว ถ้าเราได้รับโปรตีนในปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายต่อวัน หรือประมาณ 1 กรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัวเรา

ร่างกายจะย่อยโปรตีนเหล่านี้เป็นกรดอะมิโน ซึ่งเป็นสารที่เริ่มต้นในการผลิตคอลลาเจน และใช้สำหรับการซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ผิวหนัง เนื้อเยื่อ เล็บ และเส้นผม

2. ถั่วต่างๆ และธัญพืช

อาหารอีกชนิดที่มีระดับคอลลาเจนสูงคือถั่วและธัญพืชต่าง ๆ ซึ่งเป็นแหล่งรวมของแร่ธาตุสังกะสี ทองแดง วิตามิน B3 หรือไนอะซิน สารอาหารเหล่านี้ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในร่างกายได้อย่างดี

ในกรณีที่ต้องการเสริมคอลลาเจน ลองเพิ่มถั่วและธัญพืชลงในเมนูอาหารของคุณ เช่น ถั่วอัลมอนด์ พิตาชิโอ ถั่วลิสง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ งาดำและงาขาว และเมล็ดข้าวสาลี นำมากินเป็นอาหารว่างหรือเสริมในอาหารประจำวันกันบ้าง

3. ปลาทะเล

อีกทางเลือกหนึ่งของอาหารที่มีคอลลาเจนสูงคือปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอล และปลาทูน่า มีคอลลาเจนอุดมไปด้วยซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้งานได้อย่างง่าย

ไม่เพียงเท่านั้น ปลาทะเลน้ำลึกยังเสริมด้วยโอเมก้า 3 และกรดไขมันดีซึ่งร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เอง กรดไขมันเหล่านี้ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและความเนียนของผิวของเราอีกด้วย

4. ปลาน้ำจืด

อาหารที่มีระดับคอลลาเจนสูงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ปลาทะเลน้ำลึกเท่านั้น ปลาน้ำจืดก็เป็นทางเลือกที่มีคอลลาเจนสูงไม่แพ้และมีปริมาณกรดไฮดรอกซีโพลีนมากกว่าในปลาทะเลด้วยด้วย กรดไฮดรอกซีโพลีนนี้เป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

สำหรับบุคคลที่แพ้อาหารทะเลแล้วต้องการเสริมคอลลาเจน การเลือกบริโภคปลาน้ำจืดก็เป็นทางเลือกที่ดีไม่แพ้ไกลี้กันกับปลาทะเลน้ำลึก

5. ผักและผลไม้ที่มีสีแดง

ผักและผลไม้ที่มีสีแดง เช่น มะเขือเทศ บีทรูท พริกหยวกแดง และแตงโม เป็นตัวอย่างของอาหารที่มีระดับคอลลาเจนสูง มีสารอาหารที่เรียกว่า “ไลโคปีน” ซึ่งเป็นสารที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างคอลลาเจน

ไลโคปีน ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน อย่างมีประสิทธิภาพ และมีคุณสมบัติเป็นตัวต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มความเรียบเนียนและความแข็งแรงให้ผิว ลดเห็นริ้วรอยก่อนวัยอย่างมีประสิทธิภาพ

6. ผักและผลไม้ที่มีสีส้มและสีเหลือง

นอกจากผักผลไม้ที่มีสีแดงที่มีระดับคอลลาเจนสูง ยังมีผักผลไม้ที่มีสีส้มและสีเหลืองที่ช่วยเสริมคอลลาเจนให้ผิวดีอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการมีระดับไลโคปีนที่สูง

ผักผลไม้ที่มีสีส้มและสีเหลือง เช่น แครอท ฟักทอง มันเทศ ข้าวโพด พริกเหลือง มะม่วง แคนตาลูป มะละกอ และสับปะรด มีสารช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างเห็นได้ชัด ช่วยทำให้ผิวเรามีความยืดหยุ่น เรียบเนียน ไม่แห้งและไม่เหี่ยวย่น

7. ผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่

ผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ เช่น ราสเบอร์รี่ แบล็คเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ และสตรอว์เบอร์รี่ เป็นผลไม้รสเปรี้ยวอมหวานที่มีคอลลาเจนสูง รวมถึงมีปริมาณวิตามินซีสูง ซึ่งมีบทบาทในกระบวนการสร้างคอลลาเจน นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติช่วยลดเลือนริ้วรอย ปกป้องผิวจากการเสียหายจากแสงแดดและรังสี UV อีกด้วย

8. ผลไม้ในตระกูลซิตรัส

ผลไม้ที่มีคอลลาเจนอีกตัวคือผลไม้ในตระกูลซิตรัส ซึ่งมีกลิ่นสดชื่นเช่นส้ม เกรปฟรุต และเลม่อน ซึ่งเป็นตระกูลผลไม้ที่มีระดับคอลลาเจนสูง และมีปริมาณวิตามินซีสูง

วิตามินซีเป็นสารอาหารที่มีบทบาทในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน นอกจากช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนแล้ว วิตามินซียังมีประโยชน์ต่อผิวในการลดเลือนริ้วรอย และช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV อีกด้วย

9. ผลไม้ในเขตร้อน

ผลไม้จากภูมิภาคร้อนในประเทศไทย เช่น มะม่วง ฝรั่ง กล้วย สับปะรด เป็นตัวอย่างของผลไม้ที่มีคอลลาเจนที่สร้างความน่าสนใจในเรื่องของการดูแลผิวหน้า การบริโภคผลไม้จากพื้นที่ร้อนเหล่านี้ช่วยให้ผิวหน้าเรามีความเนียนนุ่มจุ่มชุ่มชื้น นอกจากนี้ ผลไม้จากภูมิภาคร้อนยังมีปริมาณวิตามินซีสูง ที่เป็นสารสำคัญที่ช่วยสร้างคอลลาเจน โดยเฉพาะฝรั่งที่มีสารอาหารที่สำคัญอย่างวิตามินซีสูงและสังกะสี ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการสร้างคอลลาเจนด้วย

10. ผักใบเขียว

ผักใบเขียวยังเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคอลลาเจน เนื่องจากมีปริมาณคอลลาเจนสูงเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะผักที่มีสีเขียวเข้ม มีประสิทธิภาพสูงในการเสริมคอลลาเจน เพราะมีปริมาณวิตามินซี สังกะสี ซัลเฟอร์ และคลอโรฟิลด์ ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่สนับสนุนกระบวนการสร้างคอลลาเจน

สำหรับผู้ที่อยากเสริมคอลลาเจน ควรพิจารณาเพิ่มเมนูอาหารที่มีผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม ผักเคล บรอกโคลี และหน่อไม้ฝรั่ง เพื่อเสริมความยืดหยุ่นของผิว และช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ นุ่มชุ่มชืนได้ดี

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *