คอลลาเจน คืออะไร? มีสรรพคุณอย่างไร กินอย่างไรให้เห็นผล

คอลลาเจนสรรพคุณ

คอลลาเจน (collagen) เป็นองค์ประกอบที่คนหลายคนรู้จักและคุ้นเคยอยู่ เนื่องจากมีบทบาทสำคัญที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการดูแลผิวมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับสกินแคร์หรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการบำรุงผิว นอกจากนี้ยังมีอาหารเสริมที่มีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบอีกด้วย คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบของผิวหนัง คอลลาเจนสรรพคุณ ที่ช่วยให้โครงสร้างของผิวมีความยืดหยุ่นและเนียน โดยจะมีคุณสมบัติในการดูแลผิวพรรณอย่างไรนั้น จำเป็นต้องพิจารณาปริมาณที่ควรรับประทานหรือใช้ให้เหมาะสม เพื่อที่จะเห็นผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพผิว และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการผิวหย่อนคล้อยก่อนเวลา

เนื้อหา

คอลลาเจน คือ ?

(collagen) เป็นโปรตีนที่สำคัญที่มีอยู่ในร่างกายของเราอย่างมาก มันเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเส้นใยที่มีความยืดหยุ่นในเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิต โดยมีหลายส่วนที่ได้รับประโยชน์จากคอลลาเจน เช่น ผิวหนังใต้สมอง (dermis) ประกอบด้วยคอลลาเจนและเป็นส่วนสำคัญของผม ผิวหนัง และ เล็บ นอกจากนี้คอลลาเจนยังปราศจากในส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น หลอดเลือด ตาแก้ว และฟัน คอลลาเจน ที่ร่างกายได้รับมากที่สุดจะมาจากการบริโภคโปรตีน

ซึ่งสามารถได้มาจากเนื้อสัตว์ ปลา และผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม การบริโภคคอลลาเจนในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยให้ร่างกายมีความยืดหยุ่นและแข็งแรง นอกจากนี้ยังช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื่น มีความยืดหยุ่น และมีความสมบูรณ์ ส่งผลให้กระดูกเสริมความแข็งแรง อย่างไรก็ตาม เมื่อเราแก่ขึ้น การผลิตคอลลาเจนในร่างกายจะลดลง และเส้นใยคอลลาเจนอ่อนแรงขึ้น ซึ่งจะแสดงอาการเช่น ผิวหย่อนคล้องก่อนเวลา ขาดความยืดหยุ่น และอาการปวดข้อ

ประเภทของคอลลาเจน

คอลลาเจนเป็นเส้นใยโปรตีนที่มีอยู่ ในร่างกาย ของเราอย่างสำคัญ มันมีส่วนสำคัญในการสร้างโครงสร้างของผิวหนัง กระดูกอ่อน และหลอดเลือด คอลลาเจนมีอยู่ในร่างกายอีกมากกว่า 18 ชนิด แต่คอลลาเจนที่พบมากที่สุดเป็นชนิดที่มีการค้นพบมากกว่า 5 ชนิด ได้แก่

  • คอลลาเจนประเภทที่ 1 (type I) เป็นคอลลาเจนที่พบมากที่สุดในร่างกาย มากถึง 90 % ของคอลลาเจนทั้งหมดในร่างกาย คอลลาเจนประเภทนี้เป็นส่วนสำคัญในการสร้างโครงสร้างต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น กระดูก ผนังหลอดเลือด เนื้อเยื่ออุดกั้น (เอ็นและเอ็นยึดกล้ามเนื้อ) ผิวหนัง กล้ามเนื้อตา และเนื้อเยื่อการเชื่อมโยงอื่น ๆ ซึ่งมีความเหนียวและแข็งแรงมากที่สุด
  • คอลลาเจนประเภทที่ 2 (type II) พบมากที่สุดในกระดูกอ่อน เอ็น และข้อ ซึ่งมีอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น หู จมูก หลอดลม และกระดูกซี่โครง คอลลาเจนประเภทนี้มีหน้าที่แตกต่างจากคอลลาเจนประเภทที่ 1 โดยช่วยกระตุ้นกระบวนการสังเคราะห์เซลล์ในร่างกายให้เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการลดอัตราการสึกหรอกของกระดูกอ่อนบริเวณข้อต่อเพิ่มขึ้น
  • คอลลาเจนประเภทที่ 3 (type III) เป็นคอลลาเจนที่มักพบร่วมกับคอลลาเจนประเภทที่ 1 ในหลายส่วนของร่างกาย เช่น ผิวหนัง กล้ามเนื้อ และผนังหลอดเลือด
  • คอลลาเจนประเภทที่ 4 (type IV) เป็นคอลลาเจนที่พบในส่วนของชั้นเยื่อบุผิว เช่น เบซัล ลามินา (basal lamina) และชั้นเนื้อประสานที่รองรับเนื้อผิว เป็นคอลลาเจนที่มีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งพบมากในเนื้อเยื่อที่หุ้มกล้ามเนื้อและไขมัน นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนระบบประสาทและเส้นเลือด
  • คอลลาเจนประเภทที่ 5 (type V) เป็นคอลลาเจนที่พบในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ผิวของเซลล์ เส้นผม

คอลลาเจน มีประโยชน์อย่างไร

1. บำรุงผิว

ผิวหนังของเราประกอบด้วยคอลลาเจนมากถึง 75% อย่างไรก็ตามเมื่อเราถึงวัยที่มากขึ้น การสร้างคอลลาเจนในผิวหนังจะลดลง ซึ่งส่งผลให้ผิวแห้ง หย่อนคล้อย ไม่ เรียบเนียน และมีริ้วรอยเกิดขึ้น การศึกษาบางส่วนพบว่าการรับประทานอาหารเสริมคอลลาเจนอาจช่วยเพิ่มความยืดหย่งให้ผิว ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น และเสริมความหนาแน่นของคอลลาเจนในผิวหนัง นอกจากนี้ยังช่วยฟื้นฟูบาดแผล ป้องกันริ้วรอย และความเหี่ยวย่นของผิวได้อีกด้วย

ในงานวิจัยที่ผ่านมา ผู้หญิงอายุ 65 ปี ขึ้นไปจำนวน 39 คนได้รับประทานอาหารเสริมคอลลาเจนวันละ 10 กรัมต่อวัน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ต่อเนื่อง พบว่าผิวมีความยืดหย่งมากขึ้นและผิวชั้นนอกมีความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับประทาน อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอผลการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิภาพของคอลลาเจนในการดูแลและฟื้นฟูผิวหนังต่อไป

นอกจากนี้ คอลลาเจนที่รับประทาน ยังมีการนำคอลลาเจนไปเป็นส่วนผสมในครีมบำรุงที่อ้างสรรพคุณในการช่วยลดริ้วรอยและช่วยให้ผิวกระชับ คอลลาเจนในครีมทาผิวมักมีขนาดโมเลกุลใหญ่ ทำให้ดูดซึมเข้าสู่ผิวได้ยากหรือไม่สามารถดูดซึมได้เลย และเคลือบอยู่ที่ผิวชั้นบน การทาครีมที่มีส่วนผสมของคอลลาเจนอาจช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว แต่ไม่สามารถแก้ไขความหย่อนคล้อยของผิวได้

แต่ในสถานเสริมความงาม การใช้คอลลาเจนเป็นส่วนผสมได้รับการยกเลิกเนื่องจากคอลลาเจนที่สังเคราะห์จากสัตว์อาจเกิดการแพ้ได้สูง ในปัจจุบันนิยมใช้สารกลุ่มไฮยาลูโรนิค แอซิด (Hyaluronic Acid) ที่ช่วยแก้ไขริ้วรอยและร่องลึกของผิว แม้จะไม่สามารถแก้ไขความหย่อนคล้อยได้เท่าคอลลาเจน แต่เกิดการแพ้ได้น้อยกว่า

2. บำรุงกระดูกและข้อ

กระดูกและข้อต่อในร่างกายของเรามีส่วนประกอบคือคอลลาเจนซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำให้ข้อต่อยืดหยุ่นและกระดูกแข็งแรง ผู้สูงอายุบางคนมักเจอปัญหาเกี่ยวกับกระดูกและข้อ เนื่องจากคอลลาเจนที่ร่างกายผลิตลดลงเมื่อมีการเพิ่มของอายุ ส่งผลให้ข้อต่อเสื่อมสภาพและความหนาแน่นของกระดูกลดลง ซึ่งอาจทำให้มีความเสี่ยงในการหกล้ม โรคข้อเสื่อมและโรคกระดูกพรุนอาจเกิดขึ้นได้

การศึกษาได้ค้นพบว่าอาหารเสริมคอลลาเจนอาจช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกในผู้ที่อยู่ในช่วงวัยหมดประจำเดือน และช่วยลดการสูญเสียมวลกระดูก มีการพบว่าการรับประทานคอลลาเจนร่วมกับอาหารเสริมที่มีวิตามินดีและแคลเซียมอาจช่วยป้องกันการสลายของมวลกระดูกได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับคอลลาเจน อีกบทความวิจัยกล่าวถึงผู้หญิงในช่วงวัยหมดประจำเดือนที่รับประทานคอลลาเจนวันละ 5 มิลลิกรัมต่อเนื่องกันเป็นเวลา 12 เดือน พบว่ามีค่าความหนาแน่นของกระดูกสูงขึ้นถึง 7% ในเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับคอลลาเจน ซึ่งอาจช่วยป้องกันการเสื่อมของกระดูกและการเกิดโรคกระดูกพรุนได้

การศึกษาอื่น ๆ พบว่าอาหารเสริมคอลลาเจนอาจช่วยบรรเทาอาการปวดและอักเสบของข้อ และลดการติดแข็งของข้อในผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมและนักกีฬา นักกีฬาที่มีอาการปวดเข่าและได้รับคอลลาเจนเปปไทด์ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่ผ่านกระบวนการย่อยให้มีขนาดเล็กลง 5 กรัม ต่อวันเป็นเวลา 12 สัปดาห์ มีอาการปวดข้อระหว่างการออกกำลังกายน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับคอลลาเจน

3. เสริมสร้างกล้ามเนื้อ

คอลลาเจนเป็นส่วนสำคัญของกล้ามเนื้อลายภายในร่างกาย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวของร่างกาย เจ้าของบทความเสนอพิสูจน์ว่าการรับประทานอาหารเสริมคอลลาเจนอาจช่วยเสริมกล้ามเนื้อให้กับผู้สูงอายุที่มีความเสียหายของกล้ามเนื้อ (Sarcopenia) และเพิ่มความแข็งแรงและมวลกล้ามเนื้อในผู้ที่ออกกำลังกาย

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์ของคอลลาเจนในการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อยังมีความจำกัดและไม่สามารถสรุปผลได้อย่างแน่ชัด นอกจากนี้ คอลลาเจนยังมีกรดอะมิโนจำเป็น 3 ชนิด (BCAAs) ที่ช่วยในกระบวนการสร้างกล้ามเนื้อน้อยกว่าเวย์โปรตีน ดังนั้น การรับประทานเวย์โปรตีนอาจช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อได้ดีกว่า

นอกจากนี้ คอลลาเจนอาจช่วยให้เส้นเลือดแดงยืดหยุ่นขึ้น ซึ่งอาจช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis) และช่วยให้ เส้นผม และเล็บแข็งแรงและไม่เปราะแตกหักง่าย อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปผลได้อย่างแน่ชัด จึงควรรอผลการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยชน์ของคอลลาเจนที่ช่วยในการป้องกันโรคและดูแลสุขภาพต่าง ๆ

คอลลาเจนสรรพคุณ อย่างไร

คอลลาเจนสรรพคุณ อย่างไร รับประทานอย่างไรให้ได้ประโยชน์

ร่างกายของเราสามารถสังเคราะห์คอลลาเจนได้ คอลลาเจนสรรพคุณ ได้จากการบริโภคอาหารที่มีโปรตีน ได้แก่ เนื้อสัตว์ ไข่ ผลิตภัณฑ์นม เป็นต้น ถั่วหรือผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น พริกหวาน มะเขือเทศ ส้ม และผลไม้เบอร์รี่ เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย และอาหารเสริมคอลลาเจนที่มีอยู่บนตลาดสามารถสกัดมาจากคอลลาเจนประเภทต่าง ๆ เช่น คอลลาเจนประเภทที่ 1 (Type I) คอลลาเจนชนิดที่ 2 (Type II) และคอลลาเจนประเภทที่ 3 (Type III) การสกัดเหล่านี้ช่วยให้คอลลาเจนมีโมเลกุลเล็กลงและสามารถดูดซึมได้ง่าย เช่น ไฮโดรไลซ์คอลลาเจน (Hydrolyzed Collagen) และคอลลาเจนเปปไทด์ (Collgen Peptide)

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการกำหนดปริมาณคอลลาเจนที่ควรได้รับต่อวันและระยะเวลาในการรับประทานอาหารเสริมคอลลาเจนที่ชัดเจน ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับปริมาณและระยะเวลาที่เหมาะสมในการรับประทานอาหารเสริมคอลลาเจน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพ การรับประทานคอลลาเจนอาจเกิดผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรง เช่น อาการท้องเสีย ท้องอืด รสขมในปาก ปวดหรือวิงเวียนศีรษะ นอนไม่หลับ และผื่นขึ้น อย่างไรก็ตาม บางบุคคลอาจมีอาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) และความผิดปกติที่ตับ ซึ่งเป็นกรณีที่พบได้น้อย หากมีอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์ทันที

นอกจากการรับประทานอาหารเสริมคอลลาเจน สามารถเสริมคอลลาเจนในร่างกายได้โดยการรักษาพฤติกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสร้างคอลลาเจน อย่างเช่น หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูง หยุดสูบบุหรี่ และปกป้องผิวจากแสงแดดด้วยการใช้ครีมกันแดด ซึ่งจะช่วยลดการเสื่อมของคอลลาเจนในผิว และกระตุ้นกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อให้แข็งแรงในร่างกายอย่างเต็มที่

พฤติกรรมที่ทำให้คอลลาเจนในผิวถูกทำลาย

  • การสูบบุหรี่หรือสูบควันบุหรี่ : มีผลกระทบต่อร่างกายไม่เพียงแต่ทำให้เกิดมะเร็งปอด แต่ยังส่งผลให้การผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินที่สำคัญสำหรับผิวหนังลดลง ซึ่งมีผลให้เกิดริ้วรอยและการเหี่ยวย่นของผิวหนังบนใบหน้า
  • การบริโภคน้ำตาลมากเกินไป : น้ำตาลก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ผิวหนังอ่อนแรงและเสียความยืดหยุ่น อาจทำให้เกิดรอยผิวหนังหย่อนคล้อยและริ้วรอยได้ โดยระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงจะส่งผลให้เกิดกระบวนการไกลเคชั่นในร่างกายที่ทำลายเซลล์ผิวต่าง ๆ
  • การทาครีมกันแดด : ครีมกันแดดเป็นสิ่งสำคัญในการปกป้องผิวหนังจากแสงแดดและรังสียูวี การสัมผัสแสงแดดนานเกินไปทำให้คอลลาเจนในผิวหนังเสี่ยงต่อการเสี่ยงสภาพ ก่อให้เกิดปัญหาผิวหนังหลายประการ เช่น สิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ และริ้วรอย
  • การพักผ่อนไม่เพียงพอและการนอนน้อย : การนอนหลับพักผ่อนจะทำให้ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลในร่างกายเพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถทำลายคอลลาเจนที่ผิวหนังได้ จึงทำให้สุขภาพผิวหนังเสียลง อาจเกิดรอยคล้ำรอบดวงตา ตีนกา หน้าผากเหี่ยวย่น ผิวหนังไม่เรียบเนียน และมีริ้วรอยบนใบหน้า
  • ความเครียด : เมื่อเกิดความเครียดเกิดขึ้นในร่างกาย ฮอร์โมนคอร์ติซอลจะถูกปล่อยออกมา เมื่อเป็นเช่นนั้น มีผลให้เกิดการสูญเสียคอลลาเจนในร่างกาย นอกจากนี้การนอนหลับและการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอยังเป็นสาเหตุที่ส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลที่เป็นพิษต่อร่างกายได้ เมื่อร่างกายเผชิญกับสถานการณ์ที่เครียด ระบบประสาทจะตอบสนองโดยการปล่อยฮอร์โมนคอร์ติซอล ฮอร์โมนนี้มีผลกระทบต่อการสลายคอลลาเจนในร่างกาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเนื้อเยื่อผิวหนัง การสูญเสียคอลลาเจนนี้สามารถทำให้ผิวหนังและเนื้อเยื่ออื่น ๆ และอวัยวะภายในร่างกายเสื่อมสภาพได้
  • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ : แอลกอฮอล์สามารถทำลายคอลลาเจนและอิลาสตินที่มีอยู่ในชั้นผิวหนัง สารเหล่านี้เป็นสารสำคัญที่ช่วยให้ผิวหนังสุขภาพดี เต่งตึง แข็งแรง แต่เมื่อดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้สารเหล่านี้เสื่อมสภาพ ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นและสูญเสียความยืดหยุ่น นอกจากนี้ยังทำให้เกิดอาการผิวหนังที่ไม่เรียบเนียน มีริ้วรอย และหย่อนคล้อย

ความเสื่อมสภาพของคอลลาเจนในแต่ละช่วงวัย

ปกติคอลลาเจนในผิวหนังลดลงเมื่อเราเพิ่มอายุ การผลิตคอลลาเจนใหม่จะลดลงเมื่อเกิดอายุมากขึ้น นั่นหมายความว่าผิวหนังจะมีริ้วรอยที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละช่วงอายุ

  • ระหว่างช่วงอายุ 25 – 30 ปี ร่างกายยังสามารถสร้างคอลลาเจนได้ดี อาจไม่มีปัญหาของริ้วรอยที่ชัดเจนบนผิวหน้า
  • ระหว่างช่วงอายุ 30 – 40 ปี ผิวหนังจะเริ่มมีรอยย่นบางบาง เช่น บริเวณร่องแก้ม รอยย่นระหว่างคิ้ว รูขุมขนกว้าง และอาจมีฝ้าเกิดขึ้น
  • ระหว่างช่วงอายุ 40 – 50 ปี ความสามารถในการสร้างคอลลาเจนลดลงอย่างมาก ทำให้ริ้วรอยบริเวณต่างๆ เป็นชัดเจนมากขึ้น เช่น บริเวณหน้าผาก ระหว่างคิ้ว ขอบตาล่าง และตีนกา และอาจมีกระ ฝ้าลึกเกิดขึ้น
  • ระหว่างช่วงอายุ 50 – 65 ปี คอลลาเจนในร่างกายเสื่อมลง ริ้วรอยบริเวณต่างๆ จะเป็นที่ชัดเจนมากขึ้น และกระจัดกระจายบนใบหน้า
  • อายุ 65 ปีขึ้นไป นอกจากปัญหาริ้วรอยที่รุนแรงขึ้น ผิวหนังยังมีความแห้ง หยาบกร้าน ทำให้ใบหน้าดูแก่ไม่สดใส และยังส่งผลให้กระดูกเสื่อมลงด้วย

นอกจากคอลลาเจนที่ช่วยดูแลผิวหนังให้ดูสดใสและป้องกันริ้วรอยแล้ว ยังช่วยดูแลส่วนต่างๆ ในร่างกายให้แข็งแรง เช่น ส่วนผิวหนัง, เล็บ, ผม, และฟัน จึงทำให้คอลลาเจนเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและลดกระบวนการสลายแคลเซียม

อาหารช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน

1. น้ำซุปกระดูกหรือน้ำสต็อค

เป็นอาหารที่มีคอลลาเจนและเจลาตินอยู่อย่างมากในโครงกระดูกของสัตว์ การเคี่ยวน้ำซุปเป็นเวลานานจะช่วยสกัดคอลลาเจนออกมาจากกระดูกและละลายในน้ำซุป การบริโภคน้ำซุปนี้จะช่วยเพิ่มคอลลาเจนในชั้นผิวของเราโดยตรง เนื่องจากคอลลาเจนที่มาจากกระดูกสัตว์เป็นโปรตีนที่ร่างกายสามารถนำมาใช้งานได้ทันที

2. เนื้อสัตว์

เนื้อสัตว์ที่ไม่มีมันเป็นแหล่งโปรตีนชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไก่ เนื้อวัว เนื้อสันใน หรือเนื้อสันนอก การบริโภคโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย (ประมาณ 1-1.2 กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว) จะช่วยให้ร่างกายย่อยโปรตีนเหล่านี้ให้เป็นส่วนประกอบขนาดเล็กได้ ซึ่งเป็นกรดอะมิโน ที่เป็นสารตั้งต้นในการสร้างคอลลาเจนเพื่อซ่อมแซมส่วนต่างๆ ในร่างกาย เช่น ผิวหนัง เนื้อเยื่อ เล็บ และเส้นผม

3. ไข่ขาว

ไข่ขาวเป็นแหล่งของโปรตีนที่มีคุณค่าสูง ซึ่งสามารถช่วยซ่อมแซมส่วนต่างๆในร่างกายได้ นอกจากนี้ยังประกอบด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นอีกกว่า 9 ชนิด ซึ่งมีบทบาทในการส่งเสริมการผลิตคอลลาเจนในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีธาตุเหล็กและกรดโฟลิก (Foli Acid) ที่มีบทบาทในการป้องกันโรคภาวะโลหิตจางอีกด้วย

4. ผักใบเขียว

ผักใบเขียวมีประโยชน์มากมายและอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ เช่นวิตามินซี สังกะสี ซัลเฟอร์ และคลอโรฟิลด์ ซึ่งเป็นสารที่ส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนในร่างกายของเรา ตัวอย่างของผักใบเขียวที่มีสีเขียวเข้มได้แก่ คะน้า โขม และเคล (Kale) นอกจากนี้ยังมีผักอื่นๆ เช่น บรอกโคลี หน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น สำหรับผู้ที่เป็นโรคไตควรหลีกเลี่ยงการทานผักใบเขียวเข้ม แต่สามารถทานผักใบเขียวอ่อนได้

5. ผักและผลไม้ ที่มีวิตามินซีสูง

ผักและผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่นส้ม มะนาว ฝรั่ง พุทรา มะขามป้อม และมะม่วง เป็นแหล่งที่มีปริมาณวิตามินซีสูง วิตามินซีมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในร่างกายของเรา และช่วยลดการสลายของคอลลาเจนในชั้นผิวของเราอีกด้วย การบริโภควิตามินซีให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจะช่วยให้ผิวพรรณแสดงออกเป็นผิวสดใสและมีความกระชับได้อย่างเห็นได้ชัด

6. ผักและผลไม้ ที่มีสีแดง

ผักและผลไม้ที่มีสีแดง เหลือง หรือส้ม เช่น มะเขือเทศ แครอท ฟักทอง มะละกอ และฝรั่งสีชมพู เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่เรียกว่า “ไลโคปีน” (Lycopene) ไลโคปีนมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนในร่างกายของเรา นอกจากนี้ ไลโคปีนยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพที่สุดในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ช่วยปกป้องผิวหนังจากรังสียูวี (UV) ในแสงแดด และช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน สรุปได้ว่าการบริโภคผักและผลไม้เหล่านี้มีประโยชน์อย่างครบครันจริงๆ

7. ธัญพืชและถั่วชนิดต่างๆ

ธัญพืชและถั่วชนิดต่างๆ เช่น ถั่วอัลมอนด์ พิตาชิโอ ถั่วลิสง เมล็ดฟักทอง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ งาดำและงาขาว มีธาตุสังกะสีและทองแดงอยู่ภายใน ธาตุเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนในร่างกายของเราให้ดีขึ้น

คอลลาเจนควรทานตอนไหน

เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการรับประทานคอลลาเจนคือในช่วงเช้าหลังจากการตื่นนอน ช่วงเวลานี้ร่างกายยังไม่ได้รับสารอาหารมานานที่สุด ทำให้ท้องว่าง หากคุณเลือกที่จะรับประทานคอลลาเจนเมื่อตื่นนอนเลย ร่างกายจะสามารถดูดซึมคอลลาเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และส่งผลให้คอลลาเจนทำงานได้อย่างเต็มที่ หากคุณลืมทานคอลลาเจนในช่วงเช้า แต่ต้องการให้คอลลาเจนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณสามารถรับประทานคอลลาเจนในช่วงท้องว่างหรือก่อนที่จะทานอาหารอย่างน้อย 30 นาทีหรือ 1 ชั่วโมงก่อนได้ นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานคอลลาเจนพร้อมกับหรือหลังจากทานอาหาร เนื่องจากอาจทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมคอลลาเจนได้อย่างเต็มที่

ใครเหมาะสมที่จะทานคอลลาเจน

จากข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์และประเภทของคอลลาเจน ที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้ เราสามารถสรุปได้ว่าคอลลาเจนเป็นสารอาหารที่สำคัญสำหรับร่างกายและเป็นสารอาหารที่ไม่แพ้สารอาหารอื่นๆ ดังนั้นเราควรได้รับคอลลาเจนเสริมให้เพียงพอ นอกจากนี้ก็มีกลุ่มผู้ที่มีความเหมาะสมมากกว่าใครในการทานอาหารเสริมคอลลาเจน เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดีขึ้น

1. กลุ่มวัยคนทำงาน ที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป

เมื่อเรามีอายุมากขึ้นและต้องเผชิญกับมลภาวะต่างๆ ความสามารถในการผลิตคอลลาเจนของร่างกายจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คอลลาเจนในร่างกายถูกทำลายและสึกหรอ ซึ่งสถานการณ์นี้เกิดขึ้นได้ที่เร็วขึ้นเมื่อเราเผชิญกับสภาวะที่มีมลภาวะต่างๆ ทำลายคอลลาเจนในร่างกาย

2. คนที่มีน้ำหนักตัวสูง หรือคนที่ใช้ร่างกายหนัก

คนที่มีน้ำหนักตัวสูง ออกกำลังกายหนัก หรือมีพฤติกรรมที่ใช้กล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อในการทำงานอย่างหนักอาจเสี่ยงต่อการเจ็บปวดหรือการอักเสบที่รุนแรง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องการการฟื้นฟูและดูแลเพื่อป้องกันอาการเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง

3. คนสูงอายุ

ในช่วงวัยผู้สูงอายุ ร่างกายจะสร้างคอลลาเจนในปริมาณที่น้อยลง ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ผลจากนี้เกิดขึ้นเมื่อผิวหนังเหี่ยวย่น และเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบกระดูกและข้อต่อ

4. คนที่มีอาการปวดข้อ หรือคนที่เป็นโรคกระดูกเสื่อม

ไม่ใช่เฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้นที่มีอาการเสื่อมเนื่องจากกระดูกและข้อต่อที่ผิดปกติ ยังมีผู้ที่มีอาการหรือปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับกระดูกและข้อต่อในกลุ่มอื่นด้วย สารคอลลาเจนมีส่วนช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดและลดความรุนแรงของอาการนี้ได้ที่ข้อต่อต่างๆ

5. คนที่ต้องการดูแลผิวพรรณ

คอลลาเจนไม่เพียงแค่มีประโยชน์ในการบำรุงกระดูกและข้อเสื่อมเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์สำหรับผิวหนัง ซึ่งอาจช่วยให้ผิวดูสดใส กระจ่างและลดริ้วรอยได้ การทานอาหารเสริมคอลลาเจนเป็นทางเลือกที่ดีเพื่อเสริมสร้างคอลลาเจนให้กับร่างกายโดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการเจ็บป่วยเกิดขึ้นก่อน

ใครบ้างที่เหมาะสมที่จะทานคอลลาเจน

ไม่ใช่ว่าทุกคนที่เหมาะกับการทานผลิตภัณฑ์คอลลาเจน คอลลาเจนสรรพคุณ ส่วนใหญ่มีสารสกัดหรือองค์ประกอบที่ได้มาจากวัว หมู ไก่ และปลาทะเลหลายชนิด ซึ่งผู้ที่มีอาการแพ้องค์ประกอบดังกล่าวอาจไม่ควรทานเนื่องจากเสี่ยงต่อความปลอดภัยและปัญหาสุขภาพได้ ดังนั้นการตรวจสอบส่วนประกอบและความเหมาะสมก่อนการทานคอลลาเจนเป็นสิ่งสำคัญ มาดูกันว่าใครบ้างที่ไม่ควรทานคอลลาเจน

  1. สตรีที่อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรยังไม่มีการพิสูจน์อย่างแน่ชัดว่าสามารถทานคอลลาเจนได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านสุขภาพหรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านนมก่อนที่จะเริ่มทานผลิตภัณฑ์คอลลาเจนหรืออาหารเสริมใหม่ ๆ
  2. ผู้ที่มีประวัติการแพ้อาหารทะเลหรือสารสกัดบางชนิดที่อยู่ในผลิตภัณฑ์คอลลาเจน ควรระวังและปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเริ่มใช้งาน
  3. ผู้ที่มีโรคประจำตัวเช่นไทรอยด์ โรคไต โรคภูมิคุ้มกันเลือดบกพร่อง (SLE) โรคธาลัสซีเมีย โรคไวรัสตับอักเสบ โรคไขมันพอกตับ โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็ง โรคลิ่มเลือดอุดตัน, โรคเกาต์ และโรคพังผืดกดทับเส้นประสาท ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะเริ่มทานคอลลาเจนหรือผลิตภัณฑ์เสริมใด ๆ

สุดท้ายควรปรึกษาแพทย์หากมีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เพื่อการใช้งานที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *