คอลลาเจนชนิดที่2 คืออะไร ช่วยบำรุงข้อเข่าและกระดูก ได้จริงไหม

คอลลาเจนชนิดที่2

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า คอลลาเจนชนิดที่2 เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์มากมายที่ใช้คอลลาเจนชนิดนี้ในส่วนประกอบ แต่คุณทราบหรือไม่ว่าคอลลาเจนชนิดที่ 2 คืออะไรและมีความแตกต่างจากคอลลาเจนปกติอย่างไร คอลลาเจนมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตามชนิดของมัน ในคำถามนี้เราจะสนใจคอลลาเจนชนิดที่ 2 หรือ คอลลาเจนไทป์ทู (collagen type 2) ซึ่งมีหน้าที่แตกต่างจากชนิดอื่นๆ

คอลลาเจนชนิดที่ 2 เป็นโปรตีนที่สร้างจากกรดอะมิโนหลายชนิดรวมกันเป็นสายยาว ชนิดนี้พบในเซลล์กระดูกอ่อนของข้อต่อ ซึ่งแตกต่างจากคอลลาเจนชนิดอื่นที่พบในผิวหนัง เช่น คอลลาเจนชนิดที่ 1, 3 และ 4 คอลลาเจนชนิดที่ 2 ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในข้อโดยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ เพิ่มปริมาณของกรดไฮยาลูรอนิค (Hyaluronic acid) ซึ่งช่วยบำรุงน้ำเลี้ยงในข้อและลดการทำงานของเอนไซม์ที่ย่อยสลายน้ำเลี้ยงของข้อ คอลลาเจนชนิดที่ 2 ประกอบด้วย 50% ของโปรตีนทั้งหมดในข้อและ 85 – 90 % ของคอลลาเจนในกระดูกอ่อนของข้อ

ผลิตภัณฑ์เสริมคอลลาเจนช่วยทำให้ผิวอ่อนเยาว์ จริงไหม?

ด้วยความประสงค์ในการรักษาความอ่อนเยาว์และความเรียบง่ายของผิว มีผู้คนหลายคนที่เชื่อในคุณค่าของอาหารเสริมคอลลาเจนและการโฆษณาสมบัติของมันโดยระบุว่าร่างกายสามารถดูดซึมอาหารเสริมคอลลาเจนในรูปแบบของ Collagen Hydrolysate เข้าไปสร้างคอลลาเจนให้กับผิว ทฤษฎีอาหารเสริมคอลลาเจนที่ช่วยลดการสึกกร่อนของผิวนั้นเป็นที่นึกอยู่ แต่ในความเป็นจริงจากการทดลองพบว่าไม่มีฐานที่ยืนยันถึงประสิทธิภาพตามที่โฆษณาของผลิตภัณฑ์คอลลาเจนต่างๆอ้างอิงไว้

ในการศึกษาในปี 2014 เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์คอลลาเจนบางชนิดที่ช่วยลดริ้วรอยและเรื่อยลึกของผิว ผลลัพธ์เบื้องต้นกล่าวว่าเพียง 15 เปอร์เซ็นต์ของผู้ร่วมการทดลองที่รับประทานคอลลาเจนนั้นเป็นเวลามากกว่า 60 วันพบว่าริ้วรอยและความเรื่อยลึกของผิวลดลงเล็กน้อย นอกจากนี้นักวิจัยได้ระบุว่าผลการดังกล่าวอาจมาจากปัจจัยอื่นที่มีผลกระทบต่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น มากกว่าคุณค่าของคอลลาเจนที่รับประทานจริงๆ

นอกจากการศึกษาในคุณค่าของอาหารเสริมคอลลาเจนสำหรับผิวที่มีการพิสูจน์แล้ว องค์กรผิวหนังของประเทศอังกฤษ (British Skin Foundation) ได้ชี้แจงว่าการบริโภคคอลลาเจนไม่มีประโยชน์แก่ผิวหนัง

นักเชี่ยวชาญจากเว็บไซต์สุขภาพชื่อดังอย่างเน็ตด็อกเตอร์ (Netdoctor) ให้เสียงสนับสนุนต่อข้อมูลที่ชี้แนะประโยชน์ของการบริโภคคอลลาเจนในการส่งเสริมการผลิต คอลลาเจน โดยรวมของร่างกายและการรักษาสุขภาพผิว อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์นั้นจะขึ้นอยู่กับปัจจัยรายบุคคลเนื่องจากความแตกต่างในโครงสร้างผิวหนังและการรับประทานอาหารของแต่ละบุคคล จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าผลลัพธ์ที่ได้มาจากการรับประทานคอลลาเจน นอกจากนี้ยังควรใช้อาหารเสริมใดๆ นานถึง 2 เดือนเพื่อเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนและต้องระมัดระวังดูกับผลิตภัณฑ์ที่อาจจะมีประโยชน์จริงๆ ค่อยๆปรากฏขึ้น

วิธีคงความอ่อนเยาว์ของผิวอย่างธรรมชาติ

การรับประทานอาหารและพฤติกรรมชีวิตมีบทบาทสำคัญในการรักษาคอลลาเจนให้ผิวหนังซึมซับ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและเลือกรับประทานอาหารที่ค่อยๆ จะช่วยเสริมให้ผิวหนังมีความอ่อนเยาว์อย่างง่ายดาย ดังนี้

  • เพื่อรักษาความอ่อนเยาว์ของผิวหนัง ควรระวังการบรรสุนในอาหาร เช่น อาหารที่มีระดับน้ำตาลสูง เพื่อลดกระบวนการไกลเคชัน (Glycation) และหลีกเลี่ยงอาหารที่ถูกปิ้งย่างหรืออาหารสำเร็จรูปที่อาจเสี่ยงต่อระดับอนุมูลอิสระในร่างกาย ซึ่งอาจทำให้คอลลาเจนในร่างกายเสื่อมเสียได้
  • การรับประทานอาหารที่มีสาร Co-Enzyme Q เช่น ปลาแมคเคอเรล และวิตามินอี เช่น อัลมอนด์ ช่วยลดความเสียหายและสูญเสียคอลลาเจนจากอนุมูลอิสระ นอกจากนี้การบรรจุวิตามินซีจากผลไม้รสเปรี้ยวชนิดต่าง ๆ ยังช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน
  • ลดการสัมผัสกับมลพิษจากสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น ควัน สารเคมี ยาฆ่าแมลง และลดระดับความเครียด เพื่อลดการสัมผัสกับสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจเสี่ยงต่อผิวหนังและคอลลาเจนในร่างกาย ประชาชนควรมั่นคงข้อมูลนี้เพื่อรักษาผิวหนังให้มีความอ่อนเยาว์และสุขภาพดีอยู่เสมอ
  • เลิกสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการสูดดมควันจากผู้อื่น เพราะควันบุหรี่มีสารหลายชนิดที่ส่งผลต่อคอลลาเจนและอิลาสติน (Elastin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีบทบาทสำคัญต่อความยืดหยุ่นของผิวหนัง การสูบบุหรี่อาจทำให้คอลลาเจนและอิลาสตินถูกทำลาย รวมถึงสารนิโคตินที่อาจทำให้หลอดเลือดบริเวณผิวหนังชั้นนอกบางลง เป็นปัจจัยที่ทำให้ผิวหนังขาดน้ำและเกิดร่องรอยลึก
  • เพื่อปกป้องผิวหนังจากแสงแดด รังสียูวีในแสงแดดสามารถทำลดปริมาณคอลลาเจนในผิวหนังได้ ตามนั้นสารเคมีในพิษอาจทำให้เส้นใยคอลลาเจนเสื่อมถดถอยหรือเพิ่มการสะสมของเส้นใยอิลาสติน นอกจากนี้ยังเพิ่มเอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจนได้ด้วย การป้องกันการสัมผัสแสงแดด เช่น การปกป้องจากแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่อาจปล่อยรังสียูวี แม้ในระดับต่ำ และการเลือกใช้ครีมกันแดดหรือเครื่องสำอางที่มี SPF เป็นทางเลือกที่ดีในการดูแลผิวหนังให้สุขภาพดีและชุมชนอยู่เสมอ

นอกจากนี้ ปัจจัยอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันร่างกายรวมถึงโรคต่างๆ ซึ่งอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานมากหรือน้อยเกินไป บางโรคอาจลดสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ทำให้คอลลาเจนในผิวหนังอ่อนแอลงขึ้น ซึ่งอาจทำให้การสูญเสียคอลลาเจนเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นที่ผิวหนังและช่วยเสริมสร้างร่องรอยแก่ผิวหนังได้ชัดเจนและเกิดอย่างระมัดระวัง

ประโยชน์ของ คอลลาเจนชนิดที่ 2

ประโยชน์ของ คอลลาเจนชนิดที่ 2

  1. ช่วยบำรุงและรักษาอาการข้อเข่าเสื่อม ปวดข้อ และข้อเข่าติด
  2. ลดอาการอักเสบในผู้ป่วยที่มีโรคไขข้อรูมาตอยด์และอาการข้อเข่าเสื่อม
  3. สนับสนุนการซ่อมแซมส่วนที่เสียหายของส่วนประกอบในข้อ
  4. กระตุ้นกระบวนการสร้างเซลล์มากขึ้น
  5. เพิ่มระดับของกรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid)
  6. ช่วยลดเลือนริ้วรอย ป้องกันฝ้า และลดจุดด่างดำ
  7. ส่งเสริมผิวหน้าให้มีสุขภาพดีขึ้น สดใส และอ่อนเยาว์
  8. เติมความชุ่มชื้นให้ผิวที่หย่อนคล้อย ช่วยให้ผิวเรียบตึงขึ้น

Collagen type ii และประโยชน์ด้านการแพทย์

เรามักพูดถึงคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมของคอลลาเจนเมื่อพูดถึงการบำรุงผิวและการลดการเสื่อมของผิวหนัง แต่ความสำคัญของคอลลาเจนชนิดที่ 2 ไม่น้อยเล็กน้อย เพราะมีอยู่มากในเนื้อเยื่อกระดูกและข้อต่อของร่างกาย ความเชื่อว่ามันอาจช่วยในการรักษาอาการเจ็บจากโรคเกี่ยวกับกระดูกหรือข้อต่อ รวมถึงลดอาการปวดหลังหลังการผ่าตัดหรืออาการปวดอื่น ๆ เช่น ปวดหลังหรือปวดคอ อย่างไรก็ตามข้อมูลเกี่ยวกับคุณค่าทางการแพทย์ของคอลลาเจนชนิดนี้ยังไม่เพียงพอต่อการยืนยันอย่างแน่ชัดขณะนี้

  • การรักษาโรคข้อเสื่อม ด้วยคอลลาเจนชนิดที่ 2 เป็นการใช้วิธีการทรงจำเป็นสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการกายภาพอ่อนไหวของกระดูก ผลจากการวิจัยตรวจสอบความสามารถในการรักษาโรคข้อเสื่อมหรืออาการผิดปกติซึ่งคอลลาเจนชนิดที่ 2กำลังรับการยอมรับเนื่องจากมีความสามารถที่จะดูดซึมผ่านลำไส้และเก็บสะสมในกระดูกอ่อน ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าคอลลาเจนชนิดที่ 2สามารถเป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาเกี่ยวข้อกระดูกอย่างโรคข้อเสื่อม โดยช่วยปรับปรุงสภาพข้อต่อและลดอาการปวดให้กับทั้งเพศชายและเพศหญิงที่มีโรคข้อเสื่อม โรคข้อเข่าพับ และโรคข้อกระดูกอย่างปลอดภัย จึงเห็นได้ชัดว่าการศึกษานี้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการวิจัยเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อสรุปว่าคอลลาเจนมีประโยชน์ในการรักษาโรคนี้แท้จริงหรือไม่ และควรนำมาใช้อย่างไรเพื่อให้เหมาะสมที่สุดในการใช้งาน
  • บรรเทาอาการปวดเข่า อาการปวดเข่าเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ชัดเจนที่บ่งบอกว่าข้อเข่ามีอาการเสื่อมลง การรับประทานคอลลาเจนชนิด Collagen type 2 สามารถช่วยซ่อมแซมส่วนที่เสื่อหรอของส่วนประกอบบริเวณข้อต่อซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวด

    การวิจัยโดย James P Lugo และคณะ ในปี 2013 ได้ทำกับกลุ่มอาสาสมัครจำนวน 55 คนที่มีสุขภาพดีโดยไม่มีประวัติของโรคข้อเข่าเสื่อม แต่มีอาการปวดข้อจากการใช้งานและการออกกำลังกาย เปรียบเทียบกลุ่มที่รับประทานคอลลาเจนไทพ์ทู 40 มิลลิกรัมต่อวัน กับกลุ่มที่รับยาหลอกทุกวันต่อเนื่องเป็นเวลา 120 วัน ผลลัพธ์จากการทดลองพบว่ากลุ่มที่รับประทานคอลลาเจนไทพ์ทู มีความยืดหยุ่นของข้อเข่าดีขึ้นและช่วยลดอาการปวดข้อที่เกิดจากการออกกำลังกายได้อีกด้วย

    ดังนั้น Collagen type 2 สามารถเรียกเป็นคอลลาเจนที่ช่วยแก้ปวดเข่าหรือปวดกระดูกได้อย่างดี

  • โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นสถานการณ์ที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ โดยส่งผลให้เกิดอักเสบในเยื่อหุ้มกระดูกข้อต่อ คอลลาเจนชนิดที่ 2มีบทบาทสำคัญในกระดูกอ่อนข้อต่อและเป็นสารก่อภูมิต้านทานหลัก การศึกษาเรื่องนี้พบว่าการรับประทาน คอลลาเจนชนิดที่2 เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพในการลดอาการบวมและฟกช้ำในข้อต่อของผู้ป่วยโรครุนแรง ผู้ที่ได้รับคอลลาเจนชนิดที่ 2ในช่วง 3 เดือนมีการดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาทำลายภูมิกัน ที่ไม่มีผลลัพธ์ และบรรดาผู้ป่วย 4 คนจาก 60 คนทุกคนหายจากโรค

    การวิจัยที่ใหญ่ขึ้นนำเสนอให้ผู้ป่วยรับประทานคอลลาเจนชนิดที่ 2 ในปริมาณต่าง ๆ ตลอด 24 สัปดาห์ พบว่าการรับประทานคอลลาเจนชนิดที่ 2 ในปริมาณ 20 ไมโครกรัม มีผลที่ดีและปราศจากผลข้างเคียง

    อีกการวิจัยที่ใช้ระยะเวลานานและนำเสนอให้ผู้ป่วยรับประทานคอลลาเจนชนิดที่ 2 ในปริมาณเล็ก ผลลัพธ์ไม่เชื่อถือได้ เพราะไม่พบการปรับปรุงของสภาพ

    ด้วยข้อจำจับและข้อจำกัดของการวิจัย ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าคอลลาเจนชนิดที่ 2มีประโยชน์ในการรักษาโรครูมาตอยด์ได้อย่างชัดเจน

  • การบรรเทาอาการปวดต่างๆ ของคอลลาเจนชนิดที่ 2 ได้ถูกกล่าวอ้างว่าช่วยลดอาการปวดให้กับผู้ที่ไม่มีโรคข้อหรือกระดูก อาการเช่น ปวดหลังหลังการผ่าตัด การบาดเจ็บหลังทำให้ปวดหลัง และปวดคอ โดยการทดลองกลุ่มให้สมาชิกชมรมกีฬาในมหาวิทยาลัย 147 คน แบ่งกลุ่มรับประทานเครื่องดื่มที่ประกอบด้วยคอลลาเจนชนิดที่ 2 10 กรัมใน 25 มิลลิลิตร หรือยาเสมือนเป็นเวลาต่อเนื่อง 24 สัปดาห์

    หลังจากสิ้นสุดการทดลองพบว่านักกีฬาที่รับเครื่องดื่มที่ผสมคอลลาเจนมีอาการปวดข้อลดลง เปรียบเสมือนคอลลาเจนชนิดที่ 2 เข้ามาช่วยเสริมสุขภาพข้อต่อและลดโอกาสเกิดการสึกกร่อนของข้อต่อในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น นักกีฬาที่ต้องใช้งานข้อต่ออย่างหนักเป็นประจำ งานวิจัยนี้มีขนาดเล็กและข้อจำกัดในการกำหนดขอบเขตของการศึกษา ซึ่งทำให้ไม่สามารถยืนยันผลลัพธ์ได้อย่างแน่นอน แม้จะเป็นแนวทางที่น่าสนใจในการศึกษาประโยชน์ของคอลลาเจนในการบรรเทาอาการเจ็บในอนาคต

คอลลาเจนไทพ์ทู (Collagen Type 2) และการรักษาข้อเข่าเสื่อม

คอลลาเจนไทพ์ทูเป็นโปรตีนที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างแกนกระดูกและนำไปรวมเข้ากับเนื้อเยื่ออื่น ๆ เช่น ข้อต่อและกระดูก ทำให้กระบวนการทำงานของร่างกายเป็นไปอย่างปกติ รูปแบบของคอลลาเจนไทพ์ทูที่พบทั่วไปมักเป็น Denatured Collagen Type II หรือ Hydrolyzed Collagen Type II ที่มีขนาดเล็กและง่ายที่จะดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และ Undenatured Collagen Type II ที่มีโครงสร้างใกล้เคียงกับคอลลาเจนที่พบในข้อเข่า

การใช้คอลลาเจนไทพ์ทูเป็นวิธีในการบรรเทาอาการปวดข้อเข่าเสื่อม คอลลาเจนชนิดนี้สามารถกระตุ้นร่างกายให้สร้างสารต้านอาการปวด บวม หรืออักเสบ และเพิ่มปริมาณน้ำในข้อเข่า ซึ่งการศึกษาบางส่วนพบว่า Hydrolyzed Collagen ช่วยลดอาการปวดข้อและเสริมสุขภาพข้อต่อได้

การวิจัยบางรายงานชี้ให้เห็นว่าการรับประทาน Undenatured Collagen Type 2 อาจช่วยบรรเทาอาการข้อเข่าเสื่อมได้ดีกว่าสารกลูโคซามีนและคอนดรอยติน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม หลังจากการทดลองรับประทาน Undenatured Collagen Type 2 ปริมาณ 40 มิลลิกรัมเป็นเวลา 180 วัน พบว่าอาการข้อเข่าเสื่อมมีการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม การศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยชน์ของคอลลาเจนไทพ์ทูต่อข้อเข่าและกระดูกควรได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อเสริมความมั่นใจและความปลอดภัยในการใช้ในระยะยาวให้กับผู้บริโภค

กลูโคซามีนซัลเฟตและคอนดรอยติน กับ การรักษาอาการข้อเข่าเสื่อม

กลูโคซามีนซัลเฟต

การสร้างโปรตีโอไกลแคน ไกลโคโปรตีน ไกลโคสามิโนไกลแคน และกรดโฮยาลูโรนิกเป็นสารตั้งต้นสำคัญของเนื้อเยื่อทั้งหลายในร่างกายของมนุษย์ รวมถึงกระดูกอ่อนผิวข้อด้วย โปรตีโอไกลแคนช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกระดูกอ่อนผิวข้อ และช่วยรองรับแรงกระแทกจากการเคลื่อนไหวของกระดูกข้อต่อได้อย่างดี

ภายหลังการเป็นวัยมากขึ้น กระดูกอ่อนผิวข้อจะเริ่มถูกทำลาย น้ำไขข้อลดลง ส่งผลให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อม ดังนั้น การใช้กลูโคซามีนเพื่อรักษาหรือชะลออาการเสื่อมของข้อเข่าได้รับความสนใจ สำหรับประเทศไทย องค์การอาหารและยา (อย.) ได้ลงทะเบียนกลูโคซามีนซัลเฟตเป็นยาอันตราย ที่ช่วยช่วยชะลอการเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อ และลดอาการปวด โดยเป็นยาที่ใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น

การศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับกลูโคซามีนซัลเฟตและบริโภควันละ 1,500 มิลลิกรัม เป็นเวลา 3 ปี ช่วยลดอาการปวด และช่วยลดการแคบของข้อ ผ่านการอ้างอิงจากผลวิจัย การใช้กลูโคซามีนในระยะสั้น (3-6 เดือน) พบว่ามีผลดีและไม่แตกต่างกับการไม่ใช้ยาหรือใช้ยาลวง

อย่างไรก็ตาม การใช้กลูโคซามีนเพื่อชะลออาการข้อเข่าเสื่อมมักใช้กับผู้ป่วยในระยะเรื้อรังที่มีอาการปวดเสียวในข้อเข่าหรือเสียงดังของข้อเข่า ในกรณีที่ข้อเข่าเสื่อมรุนแรงจนทำให้ขาโก่งหรือเข่าเอียงมาชนกัน การใช้ยากลูโคซามีนอาจไม่ช่วยให้ดีขึ้น

คอนดรอยติน

การสร้างองค์ประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อ และกระดูกอ่อนผิวข้อช่วยเสริมความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของกระดูกเมื่อเกิดแรงกด แต่เมื่อสถานะของคอนดรอยตินลดลงเนื่องจากอายุพัฒนา ความสามารถในการทนต่อแรงกดลดลง เป็นเหตุผลหนึ่งที่เสือดำท้ายอาศัยของโรคข้อเข่าเสื่อม

คอนดรอยติน เป็นยาอันตรายที่ช่วยลดความปวดและช่วยชะลอการเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อ การใช้ยาต้องได้รับการสั่งการจากแพทย์เท่านั้น เหมือนกับการใช้กลูโคซามีน

การวิจัยพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับคอนดรอยตินมีอาการข้อเข่าแคบลงน้อยลง และลดความปวดมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยา และไม่มีผลข้างเคียงจากการใช้ยา

ความปลอดภัย

ความปลอดภัยและข้อควรรู้เกี่ยวกับคอลลาเจนไทพ์ทู

การรับประทานคอลลาเจนไทพ์ทูในรูปอาหารเสริมในระยะสั้นซึ่งเป็นที่พึงประสงค์ โดยทั่วไปมักเป็นวิธีปลอดภัยที่สามารถช่วยร่างกายในการเจริญเติบโต แต่บางรายอาจมีอาการไม่สบายเช่น อาเจียน แสบร้อนกลางอก หรือท้องเสีย ผู้ที่สนใจควรรับประทานอย่างเหมาะสมตามข้อแนะนำบนบรรจุภัณฑ์หรือตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

สำหรับผู้หญิงที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรยังไม่มีข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือผลข้างเคียง จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสี่ยง ประโยชน์ และผลกระทบต่อสุขภาพก่อนการรับประทานอย่างต่อเนื่อง

ไม่นอกจากนี้ บางผลิตภัณฑ์อาหารเสริมคอลลาเจนไทพ์ทูอาจมีการผสมสารอาหารหรือวิตามินอื่น ๆ เข้าไว้ด้วยกันเพื่อส่งเสริมสุขภาพข้อเข่าให้ดียิ่งขึ้น ไม่เพียงแค่ช่วยแก้ไขปัญหาจากข้อเข่าเสื่อมเท่านั้น แต่ยังเสริมสุขภาพข้อเข่าให้แข็งแรง เช่น

  • สารสกัดจากขมิ้นชัน ที่มีสารช่วยลดการอักเสบและสารอนุมูลอิสระ มีงานวิจัยที่ยืนยันว่าช่วยบรรเทาอาการข้ออักเสบได้
  • วิตามินเอ เสริมสร้างให้กระดูกมีสุขภาพดีและแข็งแรง
  • วิตามินซี มีส่วนช่วยในการผลิตคอลลาเจนของร่างกาย
  • วิตามินดี ช่วยลดความเสี่ยงของปัญหากระดูกอย่าง กระดูกแตกหักหรือกระดูกพรุน
  • วิตามินอี ช่วยต้านอนุมูลอิสระและอักเสบของข้อต่อ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคข้อเข่าเสื่อม

ดังนั้น การรับประทาน คอลลาเจนไทพ์ทู และสารอาหารเสริมอื่น ๆ ที่เหมาะสมสามารถช่วยเสริมสุขภาพข้อเข่าและร่างกายในรูปแบบที่เข้าใจได้และปลอดภัย

เมื่อร่างกายขาด คอลลาเจนชนิดที่2 จะเป็นอย่างไร

เมื่อร่างกายเพิ่งปกติสามารถผลิต คอลลาเจนชนิดที่2 เองได้ แต่เมื่อเราเพิ่มอายุขึ้น ประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตคอลลาเจนจะลดลง ส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  1. ปวดบริเวณข้อเข่าและข้อต่ออื่น ๆ
  2. มีความเจ็บปวดและความตึงตัวบริเวณข้อเข่า
  3. เกิดเสียงกรอที่ข้อเข่าขณะเคลื่อนไหว
  4. มีความลำบากในการขึ้นลงบันไดเนื่อจากอาการเข่าเจ็บ

ดังนั้น การขาดคอลลาเจนชนิดที่ 2 อาจเป็นสาเหตุของอาการเหล่านี้ และที่สำคัญคือ สามารถเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย

อาหารที่เสริมคอลลาเจนชนิดที่ 2

การเสริมคอลลาเจนชนิดที่ 2สามารถทำได้ผ่านหลากหลายประเภทของอาหาร ดังนั้น นี่คือตัวอย่างอาหารที่ดีต่อการเสริมคอลลาเจนชนิดที่ 2 ให้กับร่างกาย

  1. กระดูกวัวและกระดูกอ่อนบริเวณหน้าอกของไก่
  2. ปลาทะเลเช่น ปลาแซลมอน, ปลาทูน่า และปลาทู
  3. สาหร่ายทะเล
  4. เห็ดชนิดต่าง ๆ
  5. ผักใบเขียว เช่น ผักโขม, ผักปวยเล้ง, คะน้า และบรอกโคลี
  6. อาหารเสริมที่มีคอลลาเจนสกัด

การบริโภคโฆษณาอาหารเหล่านี้สามารถช่วยเสริมคอลลาเจนชนิดที่ 2 ให้กับร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพและสมดุลไม่ว่าคุณจะมีสไตล์การดูแลสุขภาพประจำวันอย่างไร

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับคอลลาเจนชนิดที่ 2

คอลลาเจนชนิดที่ 2 เป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อข้อต่อและกระดูกในร่างกาย อย่างไรก็ตาม การรับประทานคอลลาเจนชนิดที่ 2 ควรพิจารณาให้เหมาะสม ดังนั้น นี่คือข้อควรรู้ที่สำคัญเกี่ยวกับคอลลาเจนชนิดที่ 2

  1. ผู้ที่มีภูมิแพ้ต่อโปรตีนจากเนื้อสัตว์ควรระมัดระวังเมื่อใช้อาหารเสริมที่มีคอลลาเจนชนิดที่ 2 เนื่องจากมักได้มาจากหนังปลา, หนังวัว, หนังหมู, กระดูกวัว, และกระดูกอ่อนบริเวณหน้าอกของไก่ หากมีอาการแพ้ต่อส่วนผสมเหล่านี้
  2. การรับประทานคอลลาเจนชนิดที่ 2 ในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ ได้แก่ คลื่นไส้, ท้องผูก, ท้องเสีย, ปวดศีรษะ, หรือผื่นแพ้บนผิวหนัง เป็นต้น
  3. สตรีที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรไม่ควรรับประทานคอลลาเจนชนิดที่ 2 เนื่องจากยังไม่มีการสำรวจวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงความปลอดภัยในการใช้งานในกรณีเหล่านี้

คอลลาเจนไทพ์ทู ควรกินตอนไหน

ปริมาณของคอลลาเจนไทพ์ทูที่เหมาะสมสามารถขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ สุขภาพ และเงื่อนไขอื่นๆ ของผู้บริโภค จากงานวิจัยส่วนใหญ่พบว่าการบริโภค Collagen type 2 เพื่อบรรเทาอาการปวดข้อและอาการอักเสบข้อเพียงวันละ 40 มก. ก็สามารถเห็นผลได้แล้ว

การบริโภคคอลลาเจนสามารถทำได้ตลอดเวลาที่เหมาะสม โดยกระเพาะอาหารของเราสามารถดูดซึมคอลลาเจนได้โดยปกติโดยไม่มีผลข้างเคียง ไม่ว่าคุณจะเลือกรับประทานพร้อมหรือไม่พร้อมอาหารก็ได้

สิ่งสำคัญที่ควรจำไว้คือคุณควรบริโภคคอลลาเจนอย่างสม่ำเสมอในทุกวันตามเวลาที่คุณสะดวก ไมว่าจะเป็นหลังอาหารในตอนเช้า หรือก่อนนอนเข้านอนในตอนกลางคืน นี่คือวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลรักษาสุขภาพของคุณ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *