เมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจน สำคัญแค่ไหน คอลลาเจนผู้สูงอายุ คืออะไร?

คอลลาเจนผู้สูงอายุ

Collagen (คอลลาเจน) เป็นสารสำคัญในร่างกายที่ช่วยให้ผิวให้กระชับและแข็งแรง ซึ่งร่างกายมนุษย์สามารถผลิตคอลลาเจนเองได้ตามธรรมชาติ แต่เมื่อเราอายุเพิ่มมากขึ้นคอลลาเจนที่ร่างกายผลิตจะลดลง คอลลาเจนผู้สูงอายุ จึงมีสาวนสำคัญซึ่งเป็นเหตุทำให้เราเห็นอาการหย่อนหนัก ริ้วรอย และอาการปวดข้อกระดูก คอลลาเจนมีความสำคัญมากเพราะมีบทบาทในการส่งผ่านแรงที่แข็งแรงให้กับเนื้อเยื่อทั่วไปในร่างกาย และช่วยให้ผิวแข็งแรง เรียบเรียง และกระชับได้ หากขาดคอลลาเจน อาจทำให้ร่างกายมีอาการอ่อนแอขึ้น สามารถเกิดอาการปวดข้อ และผิวมีริ้วรอยได้มากขึ้น

ดังนั้น คอลลาเจนเป็นสารที่สำคัญต่อร่างกาย เพราะมีผลต่อการสร้างแรงบึกบาพร่างกายและการรักษาความแข็งแรงของเนื้อเยื่อและกระดูก ในกรณีที่ขาดคอลลาเจนอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพของร่างกายและการเกิดอาการแสดงของร่วม ดังนั้นการดูแลรักษาคอลลาเจนในร่างกายเป็นสิ่งสำคัญเพื่อรักษาสุขภาพของเราให้แข็งแรงและสมบูรณ์

เนื้อหา

Collagen คืออะไร ?

คอลลาเจน (Collagen) เป็นโปรตีนเส้นใยที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมเกี่ยวส่วนต่าง ๆของร่างกายเข้าด้วยกัน มีบทบาทสำคัญในการสร้างโครงสร้างของผิวหนัง ขน เส้นผม กระดูกอ่อน ข้อต่อ หลอดเลือด และกล้ามเนื้อ รวมถึงเนื้อเยื่อต่าง ๆ ร่างกายของมนุษย์สามารถสร้างคอลลาเจนเองตามธรรมชาติได้ ซึ่งปกติคอลลาเจนที่ร่างกายได้จะมาจากการย่อยโต๊ะโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ปลา พืช หรือผลิตภัณฑ์นม และสร้างใหม่เพื่อเป็นเส้นใยโปรตีนหรือคอลลาเจน

คอลลาเจนมีบทบาทสำคัญในการเสริมความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของอวัยวะต่าง ๆในร่างกายช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้น ยืดหยุ่น รักษาความกระชับ เต่งตึง เรียบเนียน และปกป้องความแข็งแรงของกระดูกอ่อน ขณะที่เรายังอยู่ในวัยที่เยาว์ ร่างกายมีการผลิตคอลลาเจนมากเพียงพอ แต่ปริมาณการผลิตคอลลาเจนจะลดลงเมื่อเราเข้าสู่วัยหนึ่ง ๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 30 ปี การสังเคราะห์คอลลาเจนจะลดลงหรือถูกทำลายได้ง่ายในบางบุคคล

คอลลาเจนและส่วนประกอบต่าง ๆ ในร่างกาย

คอลลาเจน เป็นโปลิเมอร์ชีวภาพที่มีบทบาทสำคัญในเนื้อเยื่อต่าง ๆ โดยเป็นโปรตีนที่ปรากฎมากกว่า 30% ตามน้ำหนักของโปรตีนทั้งหมดในร่างกาย คอลลาเจนพบได้ในเนื้อเยื่อต่าง ๆ อย่างมาก เช่น เลนส์ตา 75% กระดูกอ่อน 64% กระดูก 50% และเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเยื่อทั้งหมด เช่น ผิวหนัง หลอดเลือด กล้ามเนื้อ กระดูก ข้อต่อ เล็บ ขน และเส้นผม คอลลาเจนเป็นโปรตีนเส้นใย (fibrous protein) ที่ช่วยรวมเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายรวมกัน คำว่า “Collagen” มาจากคำว่า “Kolla” ในภาษากรีกซึ่งหมายถึง “กาว” ดังนั้นคอลลาเจนสามารถพิจารณาได้เสมือนกาวที่ช่วยเชื่อมเซลล์ต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจน ลดลงจริงไหม?

แม้ว่าร่างกายของเราสามารถสังเคราะห์คอลลาเจนได้เอง อัตราการสังเคราะห์คอลลาเจนจะลดลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ผิวหนังเริ่มแห้งและหย่อนหลัง เนื่องจากคอลลาเจนในชั้นผิวลดลง ทำให้ผิวไม่ยืดหยุ่นและเสียความกระชับ ประกอบด้วยปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกระดูก ข้อต่อ และเส้นผมที่มีสภาพเสื่อมลงจากการขาดคอลลาเจน จากการศึกษาพบว่า คอลลาเจนในร่างกายลดลงเมื่ออายุได้ 25 ปีและลดลงประมาณ 1-2% ทุกปี

เมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป ผิวหน้าจะเริ่มบางลงและเริ่มมีริ้วรอยเหี่ยวย่นที่บริเวณคิ้วและดวงตา ในขณะที่เริ่มแสดงอารมณ์ผิวหน้าจะมองอันชัดมาก อายุ 40 ปีขึ้นไปรอยย่นที่ผิวหน้าจะเริ่มมองเห็นชัดขึ้น แม้ไม่มีการแสดงอารมณ์ และเมื่อเข้าสู่อายุ 50 ปีขึ้นไปคอลลาเจนจะลดลงมากหรือเสื่อมลง ทำให้ผิวหน้าเริ่มหยาบกระด้าง ไม่ชุ่มชื้น และมีริ้วรอยที่ชัดเจนและลึกมากขึ้น

คอลลาเจนกับการเสื่อมตามวัย

คอลลาเจนกับการเสื่อมตามวัย

  • อายุ 30-39 ปี รอยย่นเริ่มปรากฏบนผิวหนัง เช่นรอยย่นบริเวณหน้าผากที่ยาวขึ้น ริ้วรอยเล็กๆ ใต้ขอบตาล่าง และหางตาที่ชัดเจนขึ้นเมื่อยิ้ม รอยย่นก็ปรากฏตรงระหว่างคิ้ว รอยย่นร่องแก้มเล็กๆ จากจมูกไปยังริมฝีปาก รูขุมขนเริ่มเป็นจุดชัดเจนขึ้น
  • อายุ 40-49 ปี รอยย่นบริเวณหน้าผาก ระหว่างคิ้ว ใต้ขอบตาล่าง และหางตาเริ่มเป็นที่รุนแรงมากขึ้น รอยย่นบริเวณแก้มและร่องแก้มลึกกว่าไปจนถึงมุมปาก ฝ้าเริ่มปรากฏเรียบขึ้น สภาพผิวเริ่มแห้งมากขึ้น มีรูขุมขนใหญ่ขึ้นและมีรวัยเข้าขึ้นกระจัดกระจายเป็นตุ่มเล็กๆ สีน้ำตาลซึ่งเป็นสัญญาณว่าผิวเริ่มถล่มลง
  • อายุ 50-64 ปี ผิวมีสภาพเกือบเหมือนกับวัย 40-49 ปี มีรอยย่นที่ร่องแก้มลึก ระหว่างคิ้ว แต่มากขึ้นถึงบริเวณใต้มุมปาก มีฝ้าเริ่มปรากฏและรวดเร็วขึ้น ติ่งเนื้อเยอะขึ้นเพราะคอลลาเจนเริ่มลดลงมาก
  • อายุ 65 ปีขึ้นไป ผิวหนังเริ่มหยาบกร้าน มีรวยย่นทั่วหน้าริมฝีปากเป็นบางอย่าง มีรอยย่นเหนือริมฝีปากและมีฝ้าเกิดขึ้น และติ่งเนื้อเยอะขึ้น การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ คล้ายกับวัย 50-64 ปี ดังนั้น เราสามารถช่วยลดความเสื่อมของผิวและรักษาผิวให้ดูดีโดยการใช้สารสกัดโปรตีนคอลลาเจนสำหรับการส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนให้ผิวดูสดใสอยู่ตลอดเวลา

เมื่อคอลลาเจนเสื่อมจะเกิดปัญหา

คอลลาเจนเป็นโปรตีนเส้นใยที่มีความสำคัญอย่างมากสำหรับร่างกาย เป็นส่วนสำคัญของผิวหนัง กระดูก ข้อต่อ เส้นเอ็น ผม และเล็บ การลดปริมาณคอลลาเจนในร่างกายจะส่งผลให้อวัยวะเหล่านี้เสื่อมลงพร้อมกัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสภาพผิวพรรณได้ในลักษณะต่างๆ

คอลลาเจนและสุขภาพผิว

คอลลาเจนมีบทบาทสำคัญในการคงความสมดุลของผิวหนังที่ตั้งอยู่ลึกในชั้นใต้ผิว การลดปริมาณคอลลาเจนสามารถส่งผลต่อสภาพผิวโดยไม่ตรงจุดที่สังเกตเห็นได้ทันที ผิวอาจแสดงอาการขรุขระ หยาบกร้าน ขาดความชุมชื้น ไม่เรียบเนียน ไม่มีความตึงตัว หรือขาดความยืดหยุ่น การเสื่อมถอยนี้สามารถทำให้ผิวเริ่มแสดงริ้วรอยและความหย่อนคล้อยในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น บริเวณร่องแก้ม รอยใต้ตา รอยตีนกา และริ้วรอยอื่น ๆ ที่ปรากฏบนผิวหนังของร่างกายทั้งหมด

คอลลาเจนและสุขภาพกระดูกและข้อต่อ

คอลลาเจนมีบทบาทสำคัญในส่วนของกระดูก ข้อต่อ เส้นเอ็นที่เชื่อมข้อร่วมรวมทั้งบริเวณที่มีน้ำเลี้ยงไข โดยมีส่วนสำคัญของคอลลาเจนประเภท 2 มากถึง 90% ดังนั้นการลดปริมาณคอลลาเจนหรือการเสื่อมถอยสามารถทำให้เกิดปัญหาที่เกี่ยวกับกระดูกและข้อต่อ เช่น ปวดเรื้องข้อกระดูก ข้อเข่า ข้อศอก และข้อมือ หรือเกิดเสียงกร๊อบแกรบเมื่อเคลื่อนไหว เช่นการเดินขึ้นลงบันได

คอลลาเจนกับเล็บและผม

คอลลาเจนมีบทบาทสำคัญในการสุขภาพของเล็บและผมเช่นกัน เมื่อขาดคอลลาเจนตัวตนอาจทำให้ผมเรางลง แสดงอาการผมแห้ง เปราะแตก ไม่นุ่ม ไม่มีความเงางาม และที่สำคัญลงร่วงได้ง่าย การขาดคอลลาเจนยังส่งผลต่อเล็บโดยทำให้เล็บเปราะ ฉีกง่าย และผิวหนังใต้เล็บแห้งกร้าน ลอกเป็นขุย และขาดความชุ่มชื้น

เมื่อร่างกายขาดคอลลาเจนจะมีอาการอย่างไร

คอลลาเจน (Collagen) เป็นโปรตีนหลักที่ปรากฏอยู่ในเนื้อเยื่อของร่างกายทุกส่วน มีบทบาทสำคัญในการยึดเกาะเซลล์ต่างๆ ในร่างกายขาดคอลลาเจนอาจส่งผลกระทบต่อส่วนต่างๆ ของร่างกายดังต่อไปนี้

  1. ผิวพรรณ – การขาดคอลลาเจนอาจทำให้เกิดริ้วรอยบนผิวหนัง ผิวเหี่ยวย่น หย่อนคล้อย และการบางลงของผิว ทำให้ความยืดหยุ่นลดลง และผิวไม่เต่งตึง อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อเปลือกตาและเกิดถุงใต้ตา
  2. กระดูกและข้อต่อ – การขาดคอลลาเจนทำให้กระดูกเริ่มอ่อนแอ และข้อต่อเสื่อมสภาพ ทำให้เกิดอาการปวดเข่า ข้อเข่าไม่แข็งแรง และ ข้อเข่าเสื่อม ลง การน้ำหล่อเลี้ยงข้อต่อลดลง
  3. กล้ามเนื้อ – ความขาดคอลลาเจนทำให้ไม่สามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของกล้ามเนื้อได้ ส่งผลกระทบต่อการทำงาน การเคลื่อนไหว และมวลกล้ามเนื้อที่ลดลง ทำให้กล้ามเนื้อไม่แข็งแรงและลดประสิทธิภาพลง
  4. เส้นผม – การขาดคอลลาเจนทำให้เกิดความผิดปกติที่รูขุมขน ส่งผลให้ผมแห้งกร้าน ขาดความชุ่มชื้น และเกิดอาการผมร่วง แตกปลายและเปราะง่าย
  5. ฟัน – คอลลาเจนมีบทบาทสำคัญในการยึดฟันกับเหงือก รักษาความสมบูรณ์ของเนื้อฟันทำให้แข็งแรงและประคองฟันไว้ การขาดคอลลาเจนอาจส่งผลต่อฟันเช่น ปวด เสียวฟัน และฟันผุ
  6. หลอดเลือด – คอลลาเจนเป็นส่วนสำคัญของหลอดเลือด การขาดคอลลาเจนอาจทำให้ความแข็งแรงของผนังหลอดเลือดลดลง ส่งผลกระทบต่ออวัยวะที่ขึ้นอยู่กับการไหลของเลือด อาจเกิดอาการตาแห้ง ปวดศีรษะ ปัญหาการหายใจ ผื่นผิวหนัง และอาการอื่นๆ ขึ้นอยู่กับส่วนต่างๆ ของร่างกาย

คอลลาเจนชนิดไหน ที่ผู้สูงอายุควรได้รับ

คอลลาเจนเป็นโปรตีนใยประเภทหนึ่งที่มีส่วนประกอบประมาณ 6% ของน้ำหนักร่างกาย หรือเทียบเท่ากับ 1 ใน 3 ของโปรตีนร่างกายทั้งหมด มีบทบาทสำคัญในโครงสร้างผิว กระดูก และหลอดเลือด เป็นต้น ปัจจุบันมีคอลลาเจนมากกว่า 29 ชนิด ที่ได้รับการค้นพบ แต่ชนิดที่พบมากที่สุดคือชนิดที่ 5 ได้แก่

  • คอลลาเจนชนิดที่ 1 (collagen type i) ซึ่งพบมากถึง 90% ของคอลลาเจนร่างกายทั้งหมด มีบทบาทสำคัญในการสร้างกระดูก ผนังหลอดเลือด เอ็นและเอ็นยึดกล้ามเนื้อ ผิวหนัง กระจกตา และเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน มีความเหนียวและแข็งแรงมากที่สุด มีความสำคัญในการเพิ่มความยืดหยุ่น ป้องกันเนื้อเยื่อไม่ให้ฉีกขาด และช่วยสมานแผลบนผิวหนังอย่างดี
  • คอลลาเจนชนิดที่ 2 (collagen type ii) พบมากในกระดูกอ่อน เช่น ส่วนประกอบของหู จมูก หลอดลม และกระดูกซี่โครง มีบทบาทที่แตกต่างจากคอลลาเจนชนิดที่ 1 โดยช่วยกระตุ้นให้เกิดการสังเคราะห์เซลล์มากขึ้นเพื่อการลดการเสื่ยมของกระดูกอ่อนบริเวณข้อต่อ คอลลาเจนชนิดที่ 2 เป็นส่วนประกอบของกระดูกอ่อนและหมอนรองกระดูกสันหลังซึ่งทำหน้าที่รองรับน้ำหนักและทำให้ข้อต่อแข็งแรงในขณะเคลื่อนไหว ในธรรมชาติ กระดูกอ่อนประกอบด้วยโครงข่ายของเส้นใยคอลลาเจนไทพ์ทูรวมกับกรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid) และโปรตีโอไกลแคน (Proteoglycan) ได้แก่ แอกกริแคน (Aggrecan) ที่มีโคอแดอิทินซัลเฟต (Chondroitin Sulfate) และเคอราแทนซัลเฟต (Keratan Sulfate) เป็นส่วนประกอบ การศึกษาพบว่าในบุคคลที่มีน้ำหนักตัวมากและกลุ่มผู้สูงอายุ กระดูกอ่อนชนิด Articular Cartilages ที่มีความทนทานต่อแรงกระแทกจะมีแนวโน้มที่จะเสื่ยมลง โดยเฉพาะที่ข้อต่อที่รับน้ำหนักมากเช่นข้อเข่าและสะโพก ซึ่งอาจมีความสัมพันธ์กับภาวะการเสื่อมข้อและการอักเสบ (Osteoarthritis)
  • คอลลาเจนชนิดที่ 3 (collagen type iii) ทั่วไปพบร่วมกับคอลลาเจนชนิดที่ 1 ในผิว กล้ามเนื้อ และผนังหลอดเลือด และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในร่างกาย มักพบร่วมกับคอลลาเจนชนิดที่ 1 แต่มีจำนวนน้อยกว่าประมาณ 10 % ส่วนใหญ่พบในผนังหลอดเลือด แต่พบน้อยในข้อต่อต่าง ๆ ซึ่งแตกต่างจากคอลลาเจนชนิดที่ 2
  • คอลลาเจนชนิดที่ 4 (collagen type iv) พบใน basal lamina และ basement membrane ในส่วนของ epithelium-secreted layer เป็นคอลลาเจนที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง มักพบมากที่เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่หุ้มกล้ามเนื้อและไขมัน นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการสนับสนุนระบบประสาทและเส้นเลือด
  • คอลลาเจนชนิดที่ 5 (collagen type v) เป็นส่วนประกอบของเยื่อบุเซลล์ต่าง ๆ พบในผิวของเซลล์และเส้นผม

จากคอลลาเจนทั้ง 5 ชนิด แต่ละชนิดมีบทบาทสำคัญต่อร่างกายที่แตกต่างกัน ซึ่งการที่คอลลาเจนชนิดใดถูกใช้จะขึ้นอยู่กับความจำเป็นของร่างกายในแต่ละสถานการณ์ ในทางเฉพาะ คอลลาเจนผู้สูงอายุ คือ Collagen type II หรือ คอลลาเจนไทป์ 2 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกระดูกข้อต่อ

คอลลาเจนผู้สูงอายุ

เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยชรา คอลลาเจนผู้สูงอายุ จึงมีความสำคัญ บางท่านอาจเจอกับปัญหาเกี่ยวกับกระดูกที่อ่อนแอ เช่น การกระดูกบาง ข้อเข่าที่สึกหรอ ซึ่งเกิดจากการลดปริมาณคอลลาเจนในร่างกาย ในกระดูกของมนุษย์เรา คอลลาเจนมีบทบาทที่สำคัญร่วมกับแคลเซียม โดยส่วนใหญ่ประกอบด้วยแคลเซียม 90% และคอลลาเจน 10% ซึ่งช่วยรักษาความแข็งแรงของกระดูก การขาดคอลลาเจนจะทำให้แคลเซียมไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้เกิดโรคกระดูกโรงงานและการลดมวลกระดูก

การวิจัยจากมหาวิทยาลัยทอยมิงเกิน เยอรมนี ได้ทำการสำรวจประชากรที่มีปัญหาจากโรคข้อเสื่อมจำนวน 2,000 คน พบว่าการรับประทานคอลลาเจน ในปริมาณ 5 กรัมต่อวัน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ช่วยลดการอักเสบและอาการเจ็บปวดจากการเคลื่อนไหวในระดับเซลล์ของกระดูก และมีผลกระทบในการควบคุมความหนาแน่นของแร่ธาตุในกระดูก

การเสริมคอลลาเจนไม่เพียงช่วยเพิ่มปริมาณโปรตีนในร่างกายเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการสูญเสียกล้ามเนื้อและกระดูกที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเสื่อมอายุ และเสริมการทำงานของกล้ามเนื้ออีกด้วย นอกจากนี้ คอลลาเจนยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อ โครงกระดูก และกระดูกของมนุษย์ การรักษาปริมาณคอลลาเจนที่เพียงพอในร่างกายสามารถช่วยให้ระบบกล้ามเนื้อและกระดูกทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและสมดุลได้ในทุกช่วงอายุ

ปัจจัยที่กระตุ้นให้คอลลาเจนถูกทำลาย

อายุที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่เพียงเพียงปัจจัยเดียวที่ทำให้ระดับคอลลาเจนในร่างกายลดลงตามธรรมชาติ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีความสำคัญมาก ต่อไปนี้คือ

  1. อายุ ปัจจัยของอายุเป็นตัวแปรสำคัญที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติสำหรับทุกคน ทำให้เซลล์ในร่างกายเริ่มสะสมสภาพเสื่อมลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ซึ่งคอลลาเจนก็เป็นหนึ่งในนั้น
  2. แสงแดด รังสียูวีทั้ง UVA และ UVB จากแสงแดดสามารถทำลายเส้นใยโปรตีนคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้เสื่อมสภาพและลดระดับคอลลาเจน อีกทั้ง การสัมผัสแสงและความร้อนจากหลอดไฟ โทรศัพท์มือถือ และหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็มีผลต่อระดับคอลลาเจนเช่นเดียวกัน
  3. มลภาวะ อากาศเช่น ฝุ่นควัน มลพิษ และ PM 2.5 เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ร่างกายสูญเสียคอลลาเจน เนื่องจากมีสารอนุมูลอิสระที่เสี่ยงทำให้เซลล์ในร่างกายเสื่อมลง
  4. ความเครียด สามารถทำให้ร่างกายปล่อยฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งกระตุ้นการสูญเสียคอลลาเจนในร่างกาย การนอนหลับไม่เพียงพอยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ร่างกายปล่อยฮอร์โมนคอร์ติซอลอีกด้วย
  5. อาหารที่มีน้ำตาล การบริโภคน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตมากเกินไปสามารถสร้างปฏิกิริยากับโปรตีนผ่านปฏิกิริยาไกลเคชั่น (Glycation) เป็นสาร Advanced Glycation End-Products (AGEs) ซึ่งทำให้โปรตีนเสื่อมสภาพลง ส่งผลให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพได้
  6. บุหรี่และแอลกอฮอร์ การสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างสม่ำเสมอสามารถเพิ่มสารอนุมูลอิสระในร่างกาย ซึ่งสามารถทำลายคอลลาเจนและลดระดับคอลลาเจนในที่สุด

วิธีการเสริมสร้างปริมาณ คอลลาเจนให้ร่างกาย

เมื่อเราเพิ่มอายุขึ้น ปริมาณคอลลาเจนธรรมชาติในร่างกายจะลดลงหรือสลายตามอายุ แต่เราสามารถเสริมคอลลาเจนได้โดยการบริโภคอาหารที่เป็นแหล่งคอลลาเจน คอลลาเจนส่วนใหญ่พบในเนื้อสัตว์ กระดูก ไขกระดูก เส้นเอ็น และหนัง นอกจากนี้ คอลลาเจนยังพบในปลาทะเลลึก เช่น แซลมอนและทูน่า ซึ่งมีปริมาณโอเมก้าสูง มีส่วนช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนัง อีกทั้ง พืชที่มีโปรตีนและโอเมก้าสูง เช่น ถั่วและธัญพืชยังเสริมคอลลาเจนได้ด้วย

นอกจากนี้ เราต้องเสริมวิตามินซีพร้อมกับกับคอลลาเจน เนื่องจากวิตามินซีช่วยกระตุ้นการดูดซึมคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกาย ช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง วิตามินซีพบได้ในผลไม้เปรี้ยว เช่น เบอร์รี่ ฝรั่ง ผักใบเขียว หรือวิตามินซีสกัดในรูปแบบอาหารเสริม โคเอนไซม์ คิว (Co-Enzyme Q) และวิตามินเอยังช่วยลดการสูญเสียคอลลาเจนจากการที่ผิวถูกทำร้าย วิตามินเอกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) ซึ่งช่วยสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินให้ผิว ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิวให้ดีขึ้น

รับประทานคอลลาเจน

รับประทาน คอลลาเจนอย่างไรให้ได้ผล

เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากคอลลาเจนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคคอลลาเจนผ่านอาหารธรรมชาติหรืออาหารเสริม มีข้อแนะนำดังนี้

การเพิ่มคอลลาเจนในร่างกายด้วย Bioactive Collagen Peptide

การวิจัยจากประเทศเยอรมนีได้พบว่า Bioactive Collagen Peptide เป็นคอลลาเจนที่มีโมเลกุลขนาดเล็กและสามารถดูดซึมได้ง่าย ด้วยคุณสมบัติของมูลค่าในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวผิวหนัง การทดลองบนกลุ่มผู้หญิงในช่วงอายุ 35 – 65 ปี พบว่าการบริโภคคอลลาเจนชนิดนี้เพียง 2.5 กรัมต่อวันต่อเนื่อง 4 – 8 สัปดาห์ ได้ทำให้ผิวดีขึ้นโดยมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และลดริ้วรอยรอบดวงตาลงลง 7 – 20% นอกจากนี้ การทดสอบบนกลุ่มผู้หญิงที่มีอายุ 20 – 50 ปี และบริโภคคอลลาเจนชนิดนี้เป็นเวลา 6 เดือน พบว่าสามารถช่วยลดเซลลูไลท์และการแตกหักของเล็บอย่างดีในร่างกาย

การรับประทานโปรตีนเพียงพอเพื่อสุขภาพผิวและร่างกาย

เพื่อรักษาสุขภาพผิวและร่างกายอย่างเหมาะสม ควรให้คำนึงถึงการรับประทานโปรตีนพอเพียงในแต่ละวัน ขาดโปรตีนอาจทำให้ขาดกล้ามเนื้อและลดปริมาณคอลลาเจนในผิวได้ โดยต่างจากโปรตีนหากลดลง จึงส่งผลกระทบต่อการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย ดังนั้นการรับประทานโปรตีนให้เพียงพอจะช่วยส่งเสริมกระบวนการสร้างคอลลาเจนอย่างเต็มที่

การรับประทานโปรตีนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ และ ธัญพืช จำนวน 1 – 1.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เป็นจำนวนที่เหมาะสม โดยการรับประทานโปรตีนอย่างพอเพียงจะช่วยให้ร่างกายสามารถย่อยสลายเป็นกรดอะมิโน เพื่อสร้างคอลลาเจนที่มีประโยชน์ต่อผิว รองเท้า และระบบกระดูกในอนาคต

การบริโภควิตามินซีเพื่อสุขภาพผิวและร่างกาย

การบริโภคอาหารที่มีวิตามินซีเป็นสิ่งสำคัญเพื่อส่งเสริมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและรักษาสุขภาพผิวและร่างกายมีประโยชน์อย่างมาก วิตามินซียังมีบทบาทสำคัญในการปกป้องร่างกายจากอนุมูลอิสระและช่วยลดความเสียหายของคอลลาเจนได้อีกด้วย

วิตามินซีสามารถพบได้จากอาหารหลากหลายชนิด เช่น ฝรั่ง ผักคะน้า บรอกโคลี สตรอเบอร์รี่ ส้ม แอปเปิ้ลแดง มะนาว และเบอร์รีชนิดต่าง ๆ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี นอกจากนี้ สามารถเสริมวิตามินซีผ่านการบริโภคอาหารเสริมได้เช่นกันในกรณีที่ไม่สะดวกในการได้รับจากอาหารปกติ

การบริโภควิตามินเอเพื่อสุขภาพผิวและร่างกาย

การรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินเอมีความสำคัญ เนื่องจากวิตามินเอมีผลในการกระตุ้นการเติบโตของเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในร่างกาย ทำให้ผิวเราชุ่มชื้นและเรียวขึ้น อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอมีมากมาย เช่น ตำลึง ผักบุ้ง แครอท มะละกอสุก เป็นต้น ที่เราสามารถได้รับประโยชน์จากวิตามินเอให้เพียงพอต่อเนื่องเพื่อสุขภาพผิวและร่างกายที่ดีในระยะยาว

การบริโภควิตามินอีจากแหล่งอาหารชนิดต่าง

การรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินอีมีความสำคัญ เนื่องจากวิตามินอีมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ทำงานร่วมกับวิตามินซี อาหารที่มีวิตามินอีรวมถึง น้ำมันพืชเช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง และอาหารอื่นๆ เช่น ถั่วอัลมอนด์ อะโวคาโด มะม่วง และกีวี เป็นต้น การรับประทานวิตามินอีจากแหล่งอาหารต่างๆ สามารถช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงและปกป้องจากอนุมูลอิสระได้อย่างเหมาะสมในชีวิตประจำวัน

เลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีรสหวาน

การเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีรสหวานเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากน้ำตาลสามารถเป็นสาเหตุให้เกิดกระบวนการไกลเคชัน (glycation) ซึ่งสามารถทำให้คอลลาเจนสูญเสียรูปร่างและทำให้ไม่มีรูปทรงที่ชัดเจนอย่างที่ควรเป็นในร่างกาย ดังนั้นการลดการบริโภคอาหารที่มีรสหวานจะช่วยให้รักษาความสุขภาพของคอลลาเจนและรูปร่างร่างกายให้ดีขึ้นตามมา

การดื่มน้ำให้เพียงพอ

การดื่มน้ำให้เพียงพอตามความต้องการของร่างกายมีความสำคัญ เนื่องจากน้ำไม่เพียงเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในร่างกายที่ช่วยให้ระบบต่างๆ มีความสมดุลมากขึ้นเท่านั้น แต่น้ำยังมีบทบาทสำคัญในกระบวนการสร้างคอลลาเจน ดังนั้นควรดื่มน้ำอย่างเพียงพออย่างน้อย 2 ลิตรหรือประมาณ 8-10 แก้วต่อวัน เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดีและสมดุลในทุกวัน

ปริมาณคอลลาเจนที่ควรได้รับต่อวัน

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับประทาน คอลลาเจนผู้สูงอายุ สำหรับสุขภาพร่างกาย ควรพิจารณาการเลือกใช้คอลลาเจนสายสั้น (hydrolyzed collagen) เนื่องจากมีขนาดเล็กลงจากกระบวนการไฮโดรไลซ์ (hydrolysis) ทำให้สามารถดูดซึมและใช้ประโยชน์ได้สะดวกขึ้น และเป็นส่วนสำคัญในการสร้างคอลลาเจนในร่างกายอย่างรวดเร็ว ปริมาณที่แนะนำในการรับประทานคอลลาเจนวันละ 2.5 – 15 กรัม จะช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนในร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยโดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *