คอลลาเจนควรกินตอนไหน ได้ผลดีที่สุด อยากผิวสวยใสกินยังไงให้ได้ผล

คอลลาเจนควรกินตอนไหน

ในปัจจุบัน คอลลาเจน เป็นอาหารเสริมที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มวัยรุ่น สาว ๆ ที่ต้องการดูแลผิวพรรณให้มีความกระจ่างใสและสุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์คอลลาเจนนี้เป็น “อาหารผิว “ที่มีส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง และทำให้ผิว ดูสุขภาพดี ทั้งภายในและภายนอก วันนี้เราจะพาคุณมาทราบถึงคุณสมบัติของคอลลาเจนในการเป็นตัวช่วยในการผิวขาว และเราจะเสนอเคล็ดลับว่า คอลลาเจนควรกินตอนไหน เพื่อสุขภาพและความงามและให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

เนื้อหา

Collagen คืออะไร ?

คอลลาเจนมาจากคำในภาษากรีก “Kólla” ซึ่งมีความหมายว่า “กาว” คอลลาเจนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบหลักของผิวหนัง ซึ่งมีหน้าที่เป็นกาวที่ยึดเกาะส่วนต่างๆ ในร่างกาย เช่น ขน เส้นผม กระดูกอ่อน ข้อต่อ หลอดเลือด กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อต่างๆ ร่างกายของเราสามารถสร้างคอลลาเจนได้เองตามธรรมชาติ ผ่านการบริโภคอาหารที่มีโปรตีนและการใช้งานในการเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กับอวัยวะต่าง ๆ เช่น ผิวหนังที่เป็นอย่างสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นและเนียน การลดริ้วรอยก่อนวัย การป้องกันสิว การสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูกอ่อน เป็นต้น

ถ้าคุณสงสัยว่าคอลลาเจนควรรับประทานตอนไหนเพื่อสร้างความเสริมสร้างร่างกายได้ดีที่สุด ควรอธิบายก่อนว่าร่างกายมีการผลิตคอลลาเจนลดลงเมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป ทำให้ผิวหนังไม่เนียนเรียบและอวัยวะต่าง ๆ เสื่อมสภาพ สำหรับผู้ที่กำลังเข้าสู่ช่วงอายุ 30 ปี ควรเริ่มรับประทานคอลลาเจนเพื่อชะลอการเสื่อมสภาพของอวัยวะต่างๆ ตั้งแต่ต้นช่วงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

คอลลาเจนที่พบได้มากในร่างกาย

คอลลาเจนเป็นสารประกอบที่สำคัญในร่างกายที่มีหลายชนิดและมีหน้าที่ที่แตกต่างกัน ซึ่งมีคอลลาเจนที่พบมากที่สุด 5 ชนิด โดยแต่ละชนิดมีโครงสร้างและหน้าที่ที่แตกต่างกัน

  1. คอลลาเจนประเภทที่ 1 (type I) เป็นคอลลาเจนที่พบมากที่สุดในร่างกาย มีส่วนสำคัญในการสร้างและบำรุงเนื้อเยื่อต่างๆ อย่างเนื้อเยื่อผิวหนัง กระดูก และเนื้อเยื่อเช่น เอ็นและเอ็นยึดกล้ามเนื้อ มีความเหนียวและแข็งแรง ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับอวัยวะต่างๆในร่างกาย และป้องกันการเกิดการฉีกขาดของเนื้อเยื่อ นอกจากนี้ยังมีบทบาทที่สำคัญในการสร้างผนังหลอดเลือด ผิวหนัง กระจกตา และเนื้อเยื่อที่เกี่ยวพัน อีกทั้งยังมีความสามารถในการสมานแผลบนผิวหนังได้อย่างดี
  2. คอลลาเจนประเภทที่ 2 (type II) เป็นคอลลาเจนที่พบมากในกระดูกอ่อนและหมอนรองกระดูกสันหลัง ภายในกระดูกอ่อนนี้มีการสร้างเส้นใยคอลลาเจนที่รวมตัวกับสารอื่นเช่น กรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic acid) และโปรตีโอไกลแคน (Proteoglycan) เช่น Aggrecan ซึ่งประกอบด้วย Glycoaminoglycans เช่น Chondroitin Sulfate และ Keratan Sulfate ซึ่งมีบทบาทในการกระตุ้นเซลล์ให้สร้างเนื้อเยื่อใหม่และลดอัตราการเสื่อมของกระดูกอ่อนที่จุดต่อต่างๆในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีหน้าที่รองรับน้ำหนักและให้ความแข็งแรงให้กับข้อต่อ อย่างเช่น หู จมูก หลอดลม และกระดูกซี่โครง
  3. คอลลาเจนประเภทที่ 3 (type III) เป็นชนิดของคอลลาเจนที่พบร่วมกับคอลลาเจนประเภทที่ 1 แต่มีปริมาณน้อยกว่าประมาณ 10% ในร่างกาย ส่วนใหญ่พบในผนังของหลอดเลือด กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้อง แต่จะพบมากน้อยตามลักษณะและตำแหน่งของข้อต่างๆในร่างกาย
  4. คอลลาเจนประเภทที่ 4 (type IV) เป็นคอลลาเจนที่มีลักษณะเอกลักษณ์เฉพาะตัว พบมากในเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องกับการหุ้มกล้ามเนื้อและไขมัน มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมระบบประสาทและระบบเลือดให้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ
  5. คอลลาเจนประเภทที่ 5 (type V) เป็นคอลลาเจนที่เกี่ยวข้องกับเยื่อบุผิวของเซลล์ต่างๆในร่างกาย พบมากในผิวและเส้นผม และเป็นส่วนประกอบสำคัญในเนื้อเยื่อทารกในระหว่างการเจริญเติบโตภายในครรภ์

คอลลาเจนแบ่งได้เป็น 4 ชนิด ตามขนาดโมเลกุล

  • คอลลาเจนเปปไทด์ (Collagen Peptide) มีขนาดโมเลกุลใหญ่กว่า 300,000 ดาลตัน
  • คอลลาเจนไตรเปปไทด์ (Collagen Tripeptide) เป็นคอลลาเจนที่ผ่านกระบวนการย่อยจนเหลือกรดอะมิโน 3 ตัวเรียงกัน โดยมีขนาดโมเลกุลเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 500-1,000 ดาลตัน และมีความสามารถในการดูดซึมอยู่ในระดับปานกลาง
  • คอลลาเจนไดเปปไทด์ (Collagen Dipeptide) เป็นคอลลาเจนที่ผ่านกระบวนการย่อยโดยเอนไซม์ จนเหลือกรดอะมิโน 2 ตัวเรียงกัน โดยมีขนาดโมเลกุลเล็กเพียง 200 ดาลตัล ทำให้มีความสามารถในการดูดซึมได้อย่างรวดเร็วและมากกว่าคอลลาเจนทั้ง 2 ชนิดก่อนหน้า
  • ไฮโดรไลซ์คอลลาเจน (Hydrolyzed Collagen) เป็นคอลลาเจนที่ผ่านกระบวนการย่อยด้วยกรดจนได้อนุภาคที่มีขนาดเล็กที่สุด แต่ยังคงแสดงคุณสมบัติของคอลลาเจน ขนาดอนุภาคที่เล็กยิ่งขึ้นจะบ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการดูดซึมที่ดีขึ้น ดูดซึมได้ดีกว่าคอลลาเจนทั่วไปแบบธรรมดาในอัตราส่วนประมาณ 3-4 เท่า
ไฮโดรไลซ์คอลลาเจน

ไฮโดรไลซ์ คอลลาเจน คืออะไร?

ไฮโดรไลซ์คอลลาเจน (Hydrolyzed Collagen) เป็นคอลลาเจนที่ผ่านกระบวนการย่อยด้วยกรดให้เกิดเป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็กและความยาวที่สั้นลง แม้จะมีขนาดเล็กลง แต่ยังคงคุณสมบัติของคอลลาเจนอย่างเดิมอยู่ ขนาดของอนุภาคที่เล็กยิ่งไปก็จะมีประสิทธิภาพในการดูดซึมมากขึ้นเท่านั้น การดูดซึมของไฮโดรไลซ์คอลลาเจนจะดีกว่าคอลลาเจนทั่วไปถึง 3-4 เท่า คอลลาเจนไตรเปปไทด์ที่สกัดมาจากปลาทะเลน้ำลึกมีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกับคอลลาเจนในผิวหนังของมนุษย์มากที่สุด

ร่างกายสามารถดูดซึมไฮโดรไลซ์คอลลาเจนจากกระเพาะอาหารได้ดีกว่าทางผิวหนัง ดังนั้นมักมีการเติมคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกายผ่านทางการรับประทานอย่างต่อเนื่องมากกว่าวิธีการอื่น การรับประทานไฮโดรไลซ์คอลลาเจนช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนใต้ผิวหนัง และช่วยเติมเต็มริ้วรอย ลดความเหี่ยวย่นของผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คอลลาเจนควรกินตอนไหน ให้เห็นผลดีที่สุด

การทานคอลลาเจนแบ่งเวลาได้เป็น 2 ช่วงหลัก คือช่วงเช้าและช่วงกลางคืน ที่ท้องว่าง ขั้นตอนนี้จะเป็นการสรุปว่า คอลลาเจนควรกินตอนไหน และขยายความเกี่ยวกับการทานคอลลาเจนในแต่ละช่วงให้คุณเข้าใจอย่างชัดเจน ว่า คอลลาเจนกินตอนไหน เห็นผลที่ดีที่สุด

  • ช่วงเช้า: ในช่วงเช้า ตอนตื่นนอน คอลลาเจนจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างความกระชับและยืดหยุ่นให้กับผิวหนังของเรา การทานคอลลาเจนในช่วงเช้าช่วยให้ผิวหนังดูอ่อนเยาว์มีความยืดหยุ่น ลดการเกิดริ้วรอยและรับมือกับปัญหาเกี่ยวกับผิวหย่อนคล้อย คุณสามารถเลือกทานผลิตภัณฑ์คอลลาเจน หรือคอลลาเจนที่มาจากอาหารธรรมชาติ
  • ช่วงกลางคืน: ในช่วงกลางคืน ก่อนนอน คอลลาเจนมีบทบาทสำคัญในการซ่อมแซมและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลล์ผิวหนัง การทานคอลลาเจนในช่วงกลางคืนช่วยให้ผิวหนังดูสมบูรณ์แข็งแรงและกระจ่างใสตอนตื่นมาในเช้าวันถัดไป คุณสามารถเลือกทานผลิตภัณฑ์คอลลาเจนที่รวมอยู่ในอาหารหรือเครื่องดื่มก่อนนอน

การแบ่งการทานคอลลาเจนเป็นช่วงเช้าและช่วงกลางคืนเป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพในการรับประทานคอลลาเจนให้ได้อย่างเต็มที่ แต่อย่าลืมว่าการดูแลผิวหนังและสุขภาพทั่วไปไม่ได้ขึ้นอยู่เฉพาะการทานคอลลาเจนเท่านั้น การรักษาเอาชนะและการดูแลผิวหนังที่สมดุลย์จะต้องใช้เวลาและความระมัดระวังในกิจวัตรประจำวัน

ทำไมกินคอลลาเจนแล้วไม่เห็นผล

การทานคอลลาเจนในเวลาที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ แต่เพื่อให้คุณเห็นผลอย่างมีประสิทธิภาพ คุณควรตรวจสอบพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของคุณในการดูแลคอลลาเจน เพราะบางอย่างในพฤติกรรมเหล่านี้อาจส่งผลให้คอลลาเจนทำงานไม่เต็มที่ เราเตรียมรายการเช็กลิสต์ให้คุณได้ตรวจสอบดังนี้ เมื่อคุณตระหนักถึงพฤติกรรมที่อาจลดหรือทำลายประสิทธิภาพของคอลลาเจน คุณควรปรับปรุงอย่างเร็วที่สุด

  1. การสูบบุหรี่: สูบบุหรี่ทำลายคอลลาเจนและส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั่วไปของผิวหนัง หากคุณเป็นสูบบุหรี่ ควรพยายามเลิกสูบตามที่จะทำได้
  2. การโดนแสงแดดโดยไม่ทาครีมกันแดด: แสงแดดตรงโดยตรงทำให้คอลลาเจนหลุดลอยไปในบริเวณผิวหนัง คุณควรป้องกันด้วยการใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF และหลีกเลี่ยงการอยู่ในแดดที่ร้อนแรงในช่วงเวลาที่เสี่ยงสูง
  3. การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง: การบริโภคน้ำตาลสูงทำลายคอลลาเจนผ่านกระบวนการก่ออนุมูลอิสระ ควรลดการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูงและเลือกทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อผิวหนัง
  4. ความเครียด: ความเครียดส่งผลกระทบต่อสภาวะฮอร์โมนของร่างกายและคอลลาเจน ควรมีการจัดการกับความเครียดได้อย่างเหมาะสม เช่น โยคะ การหายใจลึก หรือการพักผ่อน
  5. การบริโภคแอลกอฮอล์: การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปส่งผลให้คอลลาเจนลดลง ควรดื่มอย่างมีสติและควบคุมปริมาณการดื่ม
  6. นอนไม่เพียงพอ: การนอนไม่เพียงพอทำให้ระบบฮอร์โมนผิดสมดุลและลดสมรรถภาพของผิวหนัง ควรให้ความสำคัญกับการพักผ่อนและการนอนหลับเพียงพอ เช่นนอนหลับให้ครบ 8 ชั่วโมง ต่อวัน
  7. ดื่มน้ำน้อยเกินไป: อย่างที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่า การดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพทั้งร่างกายและผิวพรรณให้ดี โดยเสมอมานักแล้วการดื่มน้ำเป็นสิ่งที่คุณควรให้ความสำคัญ
  8. การรับประทานคอลลาเจนเสริมมากเกินไป: การทานคอลลาเจนในปริมาณที่เหมาะสมเป็น เรื่องที่เกี่ยวข้อง และเป็นสิ่งสำคัญสำหรับร่างกาย เพื่อให้ได้รับประโยชน์ที่เหมาะสมและเพียงพอ สำหรับร่างกายของเรา จำเป็นต้องได้รับปริมาณคอลลาเจนประมาณ 10,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพียงพอแล้ว แต่หากการบริโภคมากกว่านี้อาจทำให้คอลลาเจนที่เกินมาถูกขับออกจากร่างกายไป การรับประทานคอลลาเจนเกินกว่าจำเป็นสามารถส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจส่งผลให้คอลลาเจนไม่สามารถซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังเป็นสาเหตุของการขับถ่ายคอลลาเจนออกจากร่างกายในอัตราที่เกินไป ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อฟังก์ชันและการทำงานของคอลลาเจนในร่างกาย

ใครเหมาะสมที่จะทานคอลลาเจน

คอลลาเจนเป็นประเภทหนึ่งของโปรตีนที่มีอยู่ในร่างกาย และมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์และบำรุงรักษาเนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น กระดูก กระดูกอ่อน ข้อต่อ ผิวหนัง และเนื้อเยื่ออื่น ๆ ในร่างกาย คอลลาเจนประกอบด้วยกรดอะมิโน ซึ่งเกิดจากกระบวนการของโปรตีนที่ถูกย่อยและสร้างขึ้นใหม่เพื่อช่วยในการฟื้นฟูและเสริมสร้างกระดูกและข้อต่อให้แข็งแรง นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความชุ่มชื้นให้ผิวที่รู้สึกหยาบกร้านเพื่อให้คืนความอิ่มเอมขึ้น รวมทั้งช่วยบำรุงผิวให้สว่างใสและมีความสุขภาพดี

แม้ว่าร่างกายของเราสามารถผลิตคอลลาเจนได้เองตามธรรมชาติ แต่เมื่อเรามีอายุที่เพิ่มมากขึ้น กระบวนการผลิตคอลลาเจนในร่างกายก็จะลดลงทีละ 1 – 2% ต่อปี ทำให้ร่างกายได้รับปริมาณคอลลาเจนที่ไม่เพียงพอ ผลที่เกิดขึ้นคือผิวหนังเหี่ยวย่น ขาดความชุ่มชื้น หรือมีริ้วรอย เวลาที่อาจมีอาการปวดเมื่อยในพื้นที่ต่าง ๆ ของร่างกาย ดังนั้นการเสริมเพิ่มคอลลาเจนเป็นสิ่งที่เหมาะสมสำหรับทุกเพศทุกวัยที่ต้องการบำรุงคอลลาเจนในร่างกาย

1. คนที่ต้องการดูแลรักษาผิวพรรณให้สวยใส

คอลลาเจนไม่ได้มีความสามารถในการบำรุงกระดูก ข้อต่อ เส้นผม กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอื่น ๆ เพียงอย่างเดียว แต่คอลลาเจนก็ยังมีประโยชน์ต่อผิวพรรณให้ดูสดใสและมีความเปล่งปลั่งธรรมชาติ ปัญหาผิวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย เฉพาะอย่างยิ่งกับผู้หญิงที่มีการเสื่อมสภาพผิวเร็วกว่าเพศชายและผู้ที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ส่งผลต่อการผลิตคอลลาเจนหรือได้รับคอลลาเจนที่ไม่เพียงพอต่อวัน เช่น การสูบบุหรี่ การนอนหลับไม่เพียงพอ ภาวะเครียด หรือการถูกแสงแดดและรังสี UV มากเกินไป ดังนั้นการบริโภคคอลลาเจนเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการบำรุงผิวพรรณ เพื่อสุขภาพและความงาม ที่ดีที่สุด

2. บุคคลที่อายุมากกว่า 25 ปี

เมื่อเข้าสู่อายุ 25 ปีขึ้นไปความสามารถในการผลิตคอลลาเจนในร่างกายจะลดลงเรื่อย ๆ อย่างประมาณ 1 – 2% ต่อปี สภาวะเพิ่มมลภาวะและพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ทำลายคอลลาเจนในร่างกายเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบทำให้ผิวพรรณเสื่อมสภาพหรือเสื่อมโทรมก่อนวัย ทำให้ผิวพรรณดูไม่กระชับ แห้งซึมซาบ มีริ้วรอย หน้าตามองคล้ำ และมีอาการปวดเมื่อยเกิดขึ้น ดังนั้น บุคคลที่อายุ 25 ปีขึ้นไปควรให้ความสำคัญกับการบริโภคคอลลาเจนเพื่อเสริมสร้างปริมาณคอลลาเจนในร่างกายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลยเลย

3. ผู้ป่วยโรคกระดูกเสื่อม และผู้ที่มีอาการปวดตามข้อ

สำหรับผู้ที่มีอาการปวดข้อหรือโรคกระดูกเสื่อมไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นผู้สูงอายุเท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั้งเพศและช่วงอายุทุกกลุ่ม ดังนั้นการบริโภคคอลลาเจนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มคนเหล่านี้ คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อน ๆ ซึ่งช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของกระดูกและระบบข้อต่อ จากการซ่อมแซมและบำรุงรักษาเนื้อเยื่อเกี่ยวพันให้แข็งแรงขึ้น ดังนั้น คนที่มีอาการปวดข้อหรือเป็นโรคกระดูกเสื่อมไม่ว่าจะอยู่ในเพศหรือช่วงอายุใด ๆ ผลิตภัณฑ์คอลลาเจนที่มี อย ยังคงเป็นตัวเลือกที่สำคัญในการฟื้นฟูและรักษาสภาพข้อต่อให้แข็งแรงขึ้น

4. ผู้สูงอายุหรือคนชรา

เมื่อเอายุเพิ่มขึ้น เข้าสูวัยชรา คอลลาเจนที่ผลิตในร่างกายจะเริ่มลดลงตามอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุมักมีความคุ้นเคยและตระหนักถึงความสำคัญของคอลลาเจนในการรักษาความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของกระดูก กระดูกอ่อน ข้อต่อ และกล้ามเนื้อเพื่อให้สามารถใช้งานได้มากยาวนานขึ้น ผู้สูงอายุไม่ได้ใส่ใจเพียงแต่เรื่องการดูแลผิวพรรณเท่านั้น แต่ยังสนใจในการบำรุงรักษาคอลลาเจน

โดยเพิ่มปริมาณคอลลาเจนให้กับร่างกาย เนื่องจากร่างกายของผู้สูงอายุไม่สามารถสร้างคอลลาเจนเองได้อีกต่อไป โดยการเสริมสร้างคอลลาเจนนี้จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของกระดูก กระดูกอ่อน ข้อต่อ และกล้ามเนื้อ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างมีความสมบูรณ์และคงทนมากยาวนานขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้อย่างมาก

ใครไม่เหมาะสมที่จะทานคอลลาเจน

อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะกับการบริโภคผลิตภัณฑ์คอลลาเจน อย่างที่กล่าวมาก่อนหน้าว่าคอลลาเจนที่ใช้ในผลิตภัณฑ์นั้นมาจากสารสกัดหรือองค์ประกอบที่ได้จากสัตว์เช่นวัว หมู ไก่ และปลาทะเลหลายชนิด ดังนั้นผู้ที่มีอาการแพ้องค์ประกอบดังกล่าวควรหลีกเลี่ยงการบริโภค เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพและความปลอดภัย ดังนั้นเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับคุณเองเสมอ

  • สตรีที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ยังไม่มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการรับประทานคอลลาเจนได้แน่ชัด แต่อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนที่จะตัดสินใจทานผลิตภัณฑ์คอลลาเจนหรืออาหารเสริมใหม่ ๆ
  • บุคคลที่มีประวัติแพ้อาหารทะเลหรือสารสกัดบางชนิดที่อยู่ในผลิตภัณฑ์คอลลาเจน ควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน นั่นเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัย
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ไทรอยด์, โรคไต, โรคภูมิคุ้มกันเลือดบกพร่อง (SLE), โรคธาลัสซีเมีย, โรคไวรัสตับอักเสบ, โรคไขมันพอกตับ, โรคนิ่วในถุงน้ำดี, โรคมะเร็ง, โรคลิ่มเลือดอุดตัน, โรคเกาต์ และโรคพังผืดกดทับเส้นประสาท ควรปรึกษาแพทย์อันเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละโรคก่อนที่จะรับประทานคอลลาเจนหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานหากมีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้คำแนะนำที่เหมาะสมต่อสภาพสุขภาพของคุณ

ประโยชน์ของคอลลาเจนไม่ได้มีแค่เรื่องผิว

  • ช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว และเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวแข็งแรงมากขึ้น ปรับปรุงรูขุมขนให้เล็กลง และทำให้ผิวละเอียดเรียบเนียนมากขึ้น
  • ช่วยลดอาการหน้าย่นเสื่อมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่วยชะลอกระบวนการเกิดริ้วรอยบนผิวพรรณที่เกิดก่อนเวลา
  • การบำรุงเส้นผม สายตามีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบที่รองรับ ซึ่งการบริโภคคอลลาเจนจะช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะให้แข็งแรง นุ่มนวล และมีความสวยงาม
  • การบำรุงกระดูก โดยช่วยให้กระดูก ข้อต่อ และกล้ามเนื้อแข็งแรง รวมทั้งป้องกันภาวะกระดูกพรุน กระดูกเสื่อม และอาการปวดข้อ
  • เพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานของระบบหลอดเลือด โดยเฉพาะหลอดเลือดเล็ก ซึ่งเป็นที่สำคัญในการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด การบริโภคคอลลาเจนจะช่วยให้การไหลเวียนเลือดเป็นไปอย่างคล่องตัว ไม่มีการอุดตันในส่วนต่างๆ ของร่างกาย
  • ช่วยในการบำรุงลำไส้ โดยช่วยในกระบวนการดูดซับน้ำในลำไส้ และช่วยบำรุงลำไส้ให้สมบูรณ์แข็งแรง การบริโภคคอลลาเจนยังช่วยให้อวัยวะภายในร่างกายเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ
  • เพิ่มการเผาผลาญ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ร่างกายเผาผลาญไขมันและสร้างมวลกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี การบริโภคคอลลาเจนเพียงพอหรือมากขึ้นช่วยเสริมสร้างการเผาผลาญไขมันและการสร้างกล้ามเนื้อในร่างกาย การเผาผลาญไขมันและการสร้างมวลกล้ามเนื้อเป็นกระบวนการสำคัญสำหรับความเหมาะสมทางสุขภาพ การได้รับคอลลาเจนในปริมาณที่เพียงพอหรือมากขึ้นช่วยเพิ่มความสามารถในการเผาผลาญไขมันและสร้างมวลกล้ามเนื้ออย่างมีประสิทธิภาพ
คอลลาเจนในร่างกายเริ่มเสื่อม

ปัญหาที่พบได้บ่อย หากคอลลาเจนในร่างกายเริ่มเสื่อม

เพื่อให้ร่างกายและผิวพรรณมีสภาพแข็งแรงและสุขภาพดีตลอดเวลา คอลลาเจนเป็นสารสำคัญที่จำเป็นต้องบริโภคเพียงพอ ตามธรรมชาติ ร่างกายมีคอลลาเจนอยู่ในปริมาณมากในวัยหนุ่มสาว แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอายุ ปริมาณคอลลาเจนในร่างกายจะลดลง เหตุผลที่คอลลาเจนสูญเสียเนื่องจากการตกค้างของส่วนประกอบของคอลลาเจนแต่ละชนิด

ซึ่งทำให้เส้นใยคอลลาเจนไม่ยืดหยุ่นและเสื่อมสภาพ ผลกระทบจากสภาวะเหล่านี้อาจทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น ย่อยยาก และเกิดริ้วรอย นอกจากนี้ คอลลาเจนที่มีปริมาณลดลงยังสามารถมีผลกระทบต่อการสร้างสมรรถภาพของกระดูก ข้อต่อ ผม เส้นเอ็น และเล็บได้เช่นกัน และนี่คือปัญหาที่พบได้บ่อยหากมีการเสื่อมของคอลลาเจน

  1. ผิวพรรณ: คอลลาเจนเป็นส่วนสำคัญของผิวหนัง การเสื่อมสภาพของคอลลาเจนทำให้ผิวหนังเสื่อมถอย เกิดริ้วรอย ขาวคล้ำ ขึ้นกระทบกับการแก่ของผิวหนัง ผิวดูไม่มีความยืดหยุ่น และไม่มีความชุ่มชื้น ส่วนบริเวณต่าง ๆ บนร่างกายเช่น ร่องแก้ม รอยใต้ตา รอยตีนกา ก็จะเกิดริ้วรอยและความหย่อนคล้อย
  2. กระดูกและข้อ: คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบหลักของกระดูก และข้อต่อ หากคอลลาเจนเสื่อมสภาพหรือมีปริมาณลดลง อาจทำให้เกิดปัญหากับกระดูกและข้อต่อ เช่น ปวดในบริเวณข้อกระดูก ข้อเข่า ข้อศอก ข้อมือ และมีเสียงกรอบแกรบเมื่อเคลื่อนไหว
  3. ผมและเล็บ: คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบของผมและเล็บ เมื่อขาดคอลลาเจน ผมอาจบางลง แห้งเสีย ฉีกขาด ไม่มีความนุ่มนวล และขาดความสมบูรณ์ เล็บที่ขาดคอลลาเจนอาจเป็นเล็บที่กระทบหักง่าย และมีผิวในบริเวณโคนเล็บที่แห้งและลอกเป็นขุย ไม่มีความชุ่มชื้น

การเสริมสร้างคอลลาเจนในร่างกายสามารถทำได้โดยการบริโภคอาหารที่มีปริมาณโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ และการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมคอลลาเจน เพื่อช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนให้กับร่างกาย

อะไรที่กินแล้วสามารถเพิ่มคอลลาเจนได้

คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่มีองค์ประกอบของกรดอะมิโนที่ไม่พบในอาหารอื่น ๆ อย่างไกลซีน โพรลีน และไฮดรอกซีโพรลีน สิ่งสำคัญคือทุกคนสามารถช่วยให้ร่างกายสร้างโปรตีนที่สำคัญนี้ได้โดยการบริโภคอาหารที่มีสารอาหารต่อไปนี้

  1. วิตามินซี: พบมากในผลไม้เปรี้ยว เช่น ส้ม เลมอน และเชอร์รี่ รวมถึงพริกหวานและสตรอเบอร์รี
  2. โพรลีน: พบมากในไข่ขาว จมูกข้าวสาลี ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นม โยเกิร์ต และชีส นอกจากนี้ยังมีในกะหล่ำปลี หน่อไม้ฝรั่ง และเห็ด
  3. ไกลซีน: พบมากในหนังหมู หนังไก่ และเจลาติน สารอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ เห็ดและถั่วเลนทิล
  4. ทองแดง: พบมากในเนื้อสัตว์ เมล็ดงา ผงโกโก้ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และถั่วเลนทิล

นอกจากนี้ เรายังต้องการโปรตีนคุณภาพสูงที่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นในการสร้างโปรตีนใหม่ รวมถึงจากแหล่งพืชที่เป็นที่รู้จักด้วยความสามารถในการสร้างกรดอะมิโนที่สูง เช่น โปรตีนจากถั่วเหลือง ถั่วลิสง และเมล็ดธัญพืช

เรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับ คอลลาเจนควรกินตอนไหน

เมื่อเราทราบว่าการกินคอลลาเจนที่เหมาะสมเกิดขึ้นตอนไหนจะมีผลดีที่สุดแล้ว เราอาจต้องการรับรู้เคล็ดลับและข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการบริโภคคอลลาเจนได้อีกด้วย

1. การดื่มน้ำมากๆ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ

การดื่มน้ำมีความสำคัญอย่างมากเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในร่างกาย และมีผลดีต่อสุขภาพอย่างมาก รู้จักกันอย่างแพร่หลายว่าการดื่มน้ำในปริมาณเพียงพอที่ร่างกายต้องการมีประโยชน์มากมายเมื่อเราดื่มน้ำหลังทานคอลลาเจน น้ำจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการดูดซึมอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยให้ผิวหน้าดูชุ่มชื่นและไม่แห้งกร้าน ทำให้ผิวดูสุขภาพดีขึ้น การดื่มน้ำเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องไม่ละเลย เราควรดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และไม่ควรลืมดื่มน้ำหลังจากทานคอลลาเจน เพื่อเพิ่มความสามารถในการดูดซึมอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผิวหน้าดูชุ่มชื่นและมีสุขภาพดีในที่สุด

 2. คอลลาเจนสามารถเริ่มทานได้ตั้งแต่อายุ 15 ปี

หากสงสัยว่า คอลลาเจนควรกินตอนไหน การเริ่มต้นการบริโภคคอลลาเจนสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่อายุ 15 ปี อย่างไรก็ตามเมื่อถึงช่วงวัย 30 ปี ร่างกายจะลดการผลิตคอลลาเจนลง อย่างไรก็ตามการเริ่มต้นการบริโภคคอลลาเจนตั้งแต่วัยเยาว์ยังช่วยเสริมสร้างมวลกระดูกและกล้ามเนื้อ รวมถึงบำรุงผิวพรรณให้ดูนุ่มลื่นและสุขภาพดีเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นหากคุณอยู่ในช่วงวัย 15-20 ปี ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มบริโภคคอลลาเจน เพื่อประเมินปริมาณคอลลาเจนที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันอย่างแม่นยำ

3. ทานคอลลาเจนคู่กับวิตามินซี เพื่อสุขภาพผิวที่ดี

การบริโภคคอลลาเจนและวิตามินซีพร้อมกันช่วยสร้างผลกระทบที่ดีต่อสุขภาพผิวได้อย่างมาก ถึงแม้ว่าคอลลาเจนจะมีบทบาทในการทำให้ผิวดูนุ่มชุ่มชื้นและไม่หยาบกร้าน การบริโภคคู่กับวิตามินซีจะเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมของร่างกายอีกเสริม วิตามินซีมีบทบาทในการสร้างคอลลาเจน ลดริ้วรอยก่อนวัย ลดรอยสิว และช่วยให้ผิวพรรณดูสุขภาพดีอย่างเห็นได้ชัด

การทานคอลลาเจนเสริมสำคัญอย่างไร

การเข้าใจถึงความสำคัญของ คอลลาเจน ภายในร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ ส่วนใหญ่ร่างกายสามารถสร้างคอลลาเจนได้เอง แต่เมื่อเราเพิ่มอายุ การสังเคราะห์คอลลาเจนลดลง การบริโภคคอลลาเจนเสริมอาจช่วยให้ผิวหน้าไม่ย่นเหี่ยวและลดอาการเสื่อมของข้อได้ ปริมาณคอลลาเจนที่ควรรับประทานในแต่ละวันเหมาะสำหรับบุคคลที่ไม่มีประวัติการแพ้อาหารทะเลหรือสารสกัดจากปลา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศไทยแนะนำให้ไม่รับประทานคอลลาเจนเกิน 10 กรัมต่อวัน แต่ในการบริโภคปกติ การรับประทานคอลลาเจนประมาณ 2.5-5 กรัมต่อวันถือว่าเพียงพอสำหรับการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เพื่อสร้างผิวหน้าที่สวยงามและร่างกายที่แข็งแรงโดยไม่เป็นอันตรายใดๆต่อร่างกาย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *